การวางเป้าหมายอนาคตประเทศร่วมกันและการเจรจาหารือกันเพื่อหาทางออกไม่ปิดประตูสานเสวนาเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ความขัดแย้งรุนแรง
อันนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้ในอนาคตอันใกล้
การประกาศปิดกรุงเทพของ กปปส. และ การขัดขวางการเลือกตั้งอาจเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและการก่อการรัฐประหารในรูปแบบต่างๆ ได้ ภาวะดังกล่าวหากเกิดขึ้นและเกิดสถานการณ์รุนแรงลุกลามขยายวงที่ไม่อาจควบคุมได้จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และ ความมั่งคั่งของประเทศและผู้คนอย่างมาก หากสถานการณ์พัฒนาต่อเป็นสภาวะใกล้เคียงกับสงครามกลางเมือง โอกาสที่ไทยจะเผชิญกับ “ทศวรรษแห่งความถดถอย” ในท่ามกลางความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และ ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป
การที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากกระแสเงินไหลออกจะทำให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลงมา 100 กว่าจุดในช่วงสั้นๆ ทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนและผู้คนทั้งหลายหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความเชื่อมั่นของการบริโภคและการลงทุนสั่นคลอนลง
หากมองในแง่ดี วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่จะทำให้ “ไทย” มีระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงและมีคุณภาพดีขึ้นในระยะยาว สำคัญ คือ ไม่ควรมีการเว้นวรรคประชาธิปไตย หยุดการเลือกตั้ง เพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่ต้องส่งเสริมประชาธิปไตย และพัฒนาระบบการเลือกตั้งเพื่อปฏิรูปประเทศและหยุดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ความเป็นธรรม ภราดรภาพ สันติภาพ การปฏิรูปประเทศ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ความรุ่งเรืองก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจัยทั้งหมดนี้จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ต้องพัฒนาร่วมกันไป โดยไม่อาจขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเว้นวรรค หรือทำลาย หรือหยุดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่ง เพราะถึงที่สุดมันจะเกิดความเสียหายต่อปปัจจัยอื่นๆ
เสรีประชาธิปไตยของไทยซึ่งส่งเสริม ปัจเจกบุคคลที่มีอัตวินิจฉัย (Autonomous Individual) แล้วยังต้องการใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและต้องเป็นไปเพื่อจุดหมายหรือเป้าหมายที่ดีงามด้วย หลักการเสรีภาพ จึงต้องเป็นหลักแห่งเสรีภาพที่เท่าเทียมกันมากที่สุด (The Principle of Greatest Equal Liberty) และ เรียกหลักการที่จะได้มาซึ่งเป้าหมายที่ดีกว่าว่า หลักแห่งความเท่าเทียมทางโอกาสอย่างเป็นธรรม (The Principle fo Fair Equalities of Opportunity)
เศรษฐกิจไทยยังโชคดีที่เศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2557 ปรับตัวดีขึ้น
เศรษฐกิจโลกมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.5-3.6% เติบโตเพิ่มขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2556 เศรษฐกิจยูโรโซนผ่านจุดถดถอยต่ำสุดแล้วแต่เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวชัดเจนขยายตัวได้ประมาณ 2.3-2.5% แม้นจะยังคงมีปัญหาเรื่องฐานะทางการคลังและเพดานหนี้สาธารณะอยู่ จะมีการลดขนาดของมาตรการ QE ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นในตลาดการเงินโลก เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบสองปี โดยเติบโตที่ระดับ 1% ขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.2-1.3% จากการขยายตัวที่ระดับ 1.8% ในปี พ.ศ. 2556 ขณะที่จีนยังคงเติบโตได้ที่ระดับ 7.2-7.5% อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอยู่ที่ 6.6% กลุ่มประเทศอาเซียน (สมาชิกเดิม 5 ประเทศ) เติบโตที่ระดับ 5.3% อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องระบบการเงินโลกปรับตัวลดลงจากการค่อยๆ ถอนมาตรการ QE ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนักและลดความผันผวนลง
เศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอาเซียนในปี พ.ศ. 2557 โดยสามารถขยายตัวได้เพียง 3-4% และเริ่มมีสัญญาณของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป คาดว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวและการบริโภคในปี พ.ศ. 2557 นโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งระบบบริหารจัดการน้ำ ระบบรางจะเกิดการชะงักงันทั้งหมด ประเทศได้รับความเสียหายและสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนในกรณีเลวร้ายสุดระยะสั้น 3 แสนล้านบาท แต่หากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้และมีความรุนแรงจากการขัดขวางการเลือกตั้ง ความเสียหายอาจเพิ่มเป็น 500,000 ล้านบาท ประเมินผลกระทบสูงสุดจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองต่อความเสียหายและโอกาสทางการลงทุน ต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทหรือ 8.3% ของจีดีพี (กรณีเกิดสภาวะใกล้สถานการณ์สงครามกลางเมืองสถานการณ์วิกฤติการเมืองยืดเยื้อหลายปี และมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางประชาธิปไตย) การที่ไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในการเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การไหลออกและการย้ายฐานการผลิตของการลงทุนจากต่างชาติจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหากไม่สามารถทำให้เกิดเสถียรภาพของระบบการเมืองและสภาพการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม
ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ปี 2557 ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองมีความไม่แน่นอนสูงและจะส่งผลต่อความผันผวนต่อตลาดการเงินรวมทั้งการบริโภค
1) ปัจจัยเลือกตั้ง กับภาวะเศรษฐกิจปี 2557 การจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ.57 คาดว่าจะมีเงินสะพัดน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2554
หากการเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 2 ก.พ.57 จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีการแข่งขันสูงนัก คาดว่าเงินสะพัดจากกิจกรรมเลือกตั้งโดยรวม 2.5 - 4 หมื่นล้านบาท การใช้จ่ายของ กกต. และค่าใช้จ่ายพรรคการเมืองต่างๆ ตามกฎหมายไม่ต่ำกว่า 3,885 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 3,750 ล้านบาท วงเงิน กกต. 1,500 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายของ กกต. 3,231 ล้านบาท / ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 653 ล้านบาท (โดยที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้งบสูงสุดที่ 386 ล้านบาท)
ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 57 จะมีเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 2.5 - 4 หมื่นล้านบาท ปัจจัยเรื่องเงินสะพัดในช่วงก่อนการเลือกตั้งมีผลต่อการขยายตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อถูกหักล้างโดยวิกฤติการเมือง เงินสะพัดเหล่านี้จึงแทบไม่มีความหมายเลย
2) หากก่อนการเลือกตั้งเกิดความวุ่นวายรุนแรงจนเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2557 อาจจะเติบโตได้ไม่ถึง 3% และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบอบประชาธิปไตยของไทย และจะทำให้ภาคการลงทุนมีเม็ดเงินหดหายไปไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาทจากปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง โดยที่งบลงทุนภาครัฐจะหายไปจากระบบประมาณ 9 หมื่น - 1 แสนล้านบาท
หากเงินบาทอ่อนแตะระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์เป็นเวลานานๆ เราจะเจอกันแรงกดดันเงินเฟ้อท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ยังไม่ถึงขั้น Stagflation แต่หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ Stagflation เกิดขึ้นแน่
อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นในปี 2557 โดยสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 6-7%
ในระยะสั้น เราควรมีการปฎิรูประบบเลือกตั้งและการปฏิรูปประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ดังนี้
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูประบบเลือกตั้ง
1. พรรคการเมืองต่างๆ ควรมีระบบ Primary Election เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันและคัดเลือก ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
2. พัฒนาระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน และระบบเลือกตั้ง Alternative Vote หรือจัดลำดับความชอบที่ป้องกันการทุจริตซื้อเสียงได้ดีขึ้น
3. พรรคการเมืองควรทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีในระบบบัญชีรายชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถเป็น รัฐมนตรี บริหารประเทศ ไม่ใช่เอาใครที่ไหนมาเป็นก็ได้
ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
1. เสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ รณรงค์หาเสียงในเรื่องการปฏิรูปประเทศ รวมทั้ง จุดยืนและรายละเอียดในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนให้ชัดเจน
2. หลังการเลือกตั้ง ให้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทยจากการเลือกตั้งและ ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้ประชาธิปไตย
คุณภาพประชาชน มีความสำคัญมากพอๆกับคุณภาพนักการเมือง ความอ่อนแอของประชาชนและการไม่ฟังเหตุผลอย่างรอบด้าน ทำให้ การปลุกระดมทางการเมือง (Political Rhetoric) และ กระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ได้ผล ทำให้คนส่วนใหญ่คล้อยตามการปลุกปั่นโดยปราศจากเหตุผล บางครั้งอาจถึงขั้นมีอารมณ์บ้าคลั่ง บทเรียนในประวัติศาสตร์เป็นประจักษ์พยานเป็นอย่างดี ไม่ว่า กรณีการผงาดขึ้นสู่อำนาจของมุสโสลินีภายใต้การครอบงำทางความคิดจากลัทธิฟาสซิสต์ หรือ พรรคนาซีของฮิตเลอร์ หรือ เรดการ์ดของแก๊งสี่คนในจีน การปลุกให้ฆ่ากันในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในไทย เป็นต้น









