วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุกฝ่ายเตรียมรับบทเรียน

สถานการณ์การเมือง ณ ปัจจุบัน ยังมองไม่เห็นทางใดยุติปัญหาความขัดแย้ง และสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงได้เลย

สาเหตุเพราะทุกอย่างถูกนำมาเล่นเป็นเกมการเมือง เพียงแต่ที่ยังไม่บานปลายถึงขั้นนองเลือด ไม่ใช่เพราะรัฐบาลหรือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.รักประชาชน แต่เป็นเพราะเกมวันนี้ ใครก่อความรุนแรงก่อนแพ้ โดยเฉพาะถ้าเป็นรัฐบาลทำ ก็จะกลายเป็นความชอบธรรมให้ทหารออกมายึดอำนาจ

และแม้ยังไม่มีความรุนแรงในระดับตายหมู่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากรัฐบาล ผู้มีอำนาจ และคู่ขัดแย้ง ไม่ได้ช่วยกันลดระดับความเกลียดชัง มีแต่เพิ่มดีกรีแบ่งข้าง แบ่งขั้ว พวกเอ็งชั่ว พวกข้าดี จึงทำให้มีการฆ่ากันทันทีที่มีโอกาส เพียงแต่การฆ่านั้นยังไม่ทำให้เกมโดยรวมเปลี่ยน

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็เช่น เหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เหตุการณ์ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง หรือเหตุการณ์โจมตีการ์ดของผู้ชุมนุมกลุ่มย่อย 2 กลุ่มอย่าง คปท.และกปท.ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนเมื่อครั้งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยโดนเมื่อปี 51

วัดปรอทความรู้สึกที่ตำรวจออกมาชุมนุม (ไม่ว่าจะมีใครหนุนหลังหรือไม่ก็ตาม) หรือการระบายอารมณ์ของฝ่ายต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย การประกาศใช้ความรุนแรงปราบกบฏ (ซึ่งหมายถึงผู้ที่ชุมนุมอยู่เวลานี้) หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายระดับที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่หาข้อความป้ายสีฝ่ายตรงข้ามในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วนำไปแพร่ต่อเพื่อสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม หรือดีไม่ดีก็อาจเป็นผู้จัดทำข้อความเหล่านั้นเสียเอง หลายเรื่องเป็นการสร้างความเข้าใจผิดชนิดที่ทำได้ไม่กี่ประเทศในโลกนี้เท่านั้น

นี่คือบรรยากาศความจริงเพียงครึ่งเดียว (ซึ่งอีกข้างหนึ่งก็ทำ เพียงแต่ไม่ได้กุมอำนาจรัฐ ทำให้เห็นภาพน้อยกว่า) อันเป็นปรากฏการณ์นับถอยหลังจลาจล นับถอยหลังฆ่ากันเองแทบทุกความขัดแย้งในโลกใบนี้

เมื่อปี 53 หลังเหตุการณ์ชุมนุมยึดกรุงเทพฯนานนับเดือน มีผู้เสียชีวิตร่วม 100 ราย ทั้งตำรวจ ทหาร ผู้ชุมนุม และผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ขึ้นมา ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม หนึ่งในกรรมการ คอป.ที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่การปรองดอง เล่าให้ฟังว่า การตั้งองค์กร คอป.เป็นการยึดโยงรูปแบบ TRC หรือ Truth and Reconciliation Committee (แต่ของเราเป็น Truth for Reconciliation) ซึ่งหมายถึงกระบวนการทำงานเพื่อค้นหาความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับ ให้ความเป็นธรรมกับผู้สูญเสีย ให้อภัย และถปรองดอง

ความขัดแย้งในหลายสิบประเทศมีการตั้งองค์กรแบบ TRC และประสบความสำเร็จเกือบทั้งหมด แต่หัวใจของความสำเร็จ คือ คนในสังคมต้องเห็นพ้องกันว่าไม่ต้องการความขัดแย้งและความรุนแรงอีกแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ความรุนแรงถึงขีดสุดไปแล้ว แต่ละประเทศมีศพกองเป็นภูเขาเลากา หลายพัน หลายหมื่น ไปจนถึงหลายแสน เรียกว่าฆ่ากันจนคนในประเทศที่ยังเหลือบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหยุดเถิด!

แต่ของไทยความขัดแย้งยังไม่จบ ความสูญเสียยังไม่ถือว่ามากมาย ถ้าสร้างปรองดองสำเร็จจะถือเป็นประเทศแรกและเป็นประวัติศาสตร์ของโลกที่ใช้กลไกคลี่คลายความขัดแย้งโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ หรือเสียก็น้อยมาก

สิ่งที่ ดร.กิตติพงษ์ พูดในวันนั้น หากมองผ่านกระบวนการ คอป.ก็ถือว่าพลาดหวังจากความสำเร็จไปแล้ว เพราะวันนี้ความขัดแย้งก็ยังดำรงอยู่ และดูจะไม่มีอะไรยับยั้งได้อีกแล้ว ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งที่มีแต่คนช่วยกันโหมแรงไฟ ด้วยหวังจะเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้อย่างเด็ดขาด หาได้คิดว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งแตกต่างไม่ เพราะทุกอย่างเดิมพันด้วยชัยชนะและผลประโยชน์

ทุกคนทุกฝ่ายในประเทศที่กำลังเมามันกันอยู่ หรือแม้แต่กลุ่มไทยเฉย ไทยงง ต้องเตรียมตัวรอรับ “บทเรียน” กับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่

สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เราเคยเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อ แทบจะเป็นชาติเดียวในโลก จนได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่งาม

แต่วันนี้ อนุชนคนรุ่นเรากำลังติดหล่มความขัดแย้ง และใช้ความเกลียดชังเข้าห้ำหั่นคนไทยด้วยกันเอง โดยไม่อับอายชาวโลกกันบ้างเลย...