หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม ก็ถึงเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ จะเร่งชูนโยบายซื้อใจประชาชนที่สนับสนุนพรรคของตน
ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยที่มีฐานเสียงเป็นกลุ่มที่เห็นประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาจะนำนโยบายที่เป็นที่ชื่นชอบมาชูธงในการหาเสียงอีกครั้ง ส่วนอีกกลุ่มที่ไม่นิยมพรรคเพื่อไทย อาจเชื่อว่ามีการทุจริตในนโยบาย แต่ไม่ได้คัดค้านอะไรในตัวเนื้อของนโยบาย นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่ขัดแย้งในด้านแก่นของแนวคิดในการกำหนดนโยบาย ดังนั้น ผู้เขียนในฐานะของนักเศรษฐศาสตร์จึงต้องการเป็นสื่อกลางแจกแจงวิเคราะห์นโยบายที่เป็นที่ชื่นชอบเหล่านั้นให้กับประชาชนผู้กำลังตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้เปิดมุมมองว่าอะไรคือผลดีผลเสียและผลกระทบที่สำคัญของนโยบายเหล่านี้ในระยะยาว
นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ : การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานโดยตรง แน่นอนว่าจะทำให้รายได้ต่อเดือนของลูกจ้างที่กินค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานเหล่านี้ดีขึ้น จากที่เคยต้องกู้เงินมาเลี้ยงชีพ อาจทำให้หนี้สินของครัวเรือนลดลง ในอีกด้านหนึ่งของการจ้างงาน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหากต้องการจำนวนแรงงานเท่าเดิมในการผลิต เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ตามธรรมชาติของนายจ้างจะต้องหาทางที่จะทำให้กิจการของตนอยู่ได้ด้วยการปลดลูกจ้างบางส่วน หรืออาจใช้วิธีขึ้นราคาสินค้าหากสินค้ามีอำนาจผูกขาดอยู่ในตลาด (ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์)
ดังนั้น เมื่อนายจ้างเริ่มปรับตัว ผลกระทบระยะยาวของนโยบายนี้จึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของการว่างงาน หรืออาจจะออกมาในรูปของราคาสินค้าในตลาดสูงขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาวที่แน่นอนจึงเป็นตัวนายจ้างเอง แรงงานบางส่วนที่ถูกเลิกจ้าง และผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ส่วนแรงงานที่ได้รับประโยชน์ในระยะแรกของการเพิ่มค่าแรงในขณะเดียวกันก็เป็นผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจก็ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้นด้วยดังนั้นผลดีของนโยบายนี้คือ รายได้ในรูปตัวเงินที่เพิ่มขึ้น ผลเสียที่เป็นไปได้ในระยะยาว ได้แก่ การที่แรงงานบางส่วนต้องตกงาน สินค้าราคาแพงขึ้น (และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ) การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของนโยบายนี้จึงไม่อาจหยุดแค่รายได้ของแรงงานในรูปตัวเงินในระยะสั้น หากแต่ต้องพิจารณารายได้ที่แท้จริงในรูปของกำลังซื้อสุทธิ (Real Income) เช่น รายได้เพิ่มขึ้น 10% แต่ราคาสินค้าที่ตนซื้ออยู่ก็เพิ่มขึ้นด้วยอีก 10% ในกรณีนี้ถือว่ารายได้ที่แท้จริงไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แถมยังมีการว่างงานเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
นโยบายลดภาษีรถคันแรก : การลดภาษีให้กับผู้ซื้อรถคันแรกนับว่าเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางอุปสงค์ (Demand-driven growth) ที่นับว่าเป็นหัวใจหลักของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน (Keynesian Economics) การกระตุ้นการซื้อรถเป็นนโยบายที่ส่งผลดีในระยะสั้นคือ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีกำลังซื้อต่ำให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการคมนาคม อีกทั้งเมื่อมีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น จะทำให้การจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์รวมทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำมีความคึกคักเพิ่มขึ้นอีกด้วย การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากประชาชนจะมีกำลังซื้อสินค้าและบริการทั่วไปได้มากขึ้น เศรษฐกิจมหภาคจึงสามารถขยายตัวได้จากนโยบายนี้สำหรับผลกระทบในระยะยาวนั้น หากผู้ซื้อรถใช้สินเชื่อในการผ่อนชำระในขณะที่รายได้ไม่เพียงพอ จะทำให้ผู้ซื้อรถบางรายไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้และเกิดปัญหาผิดนัดชำระและหนี้เสียในที่สุด ยอดขายรถยนต์ในระยะยาวจึงไม่สามารถขยายตัวต่อได้เนื่องจากกำลังซื้อที่แท้จริงไม่เพียงพอ เศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวจะชะลอตัวลงจนสะท้อนภาพอุปสงค์ที่แท้จริง (Effective Demand) ในที่สุด
นโยบายจำนำข้าว : นโยบายรับจำนำข้าวคือการที่รัฐบาลทำตัวเป็นผู้ซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด “การรับจำนำ” ตามความหมายหมายถึงชาวนาสามารถนำใบประทวนไปขอไถ่ข้าวคืนได้หากต้องการ แต่ในความเป็นจริงแล้วหากรัฐบาลรับซื้อในราคาที่สูงกว่า ก็ย่อมไม่มีชาวนาคนใดไปไถ่ข้าวคืน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแบกรับภาระขาดทุนจากการซื้อแพงขายถูก ในระยะสั้นชาวนาได้ประโยชน์แน่นอนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องมีการปรับตัวในต้นทุนการผลิต นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นโยบายนี้เป็นที่ชื่นชมของเกษตรกรแต่อะไรคือผลกระทบระยะยาวทางเศรษฐกิจของนโยบายจำนำข้าว ?
ผลกระทบระยะยาวอย่างแรก เมื่อรัฐบาลกลายมาเป็นผู้รับซื้อ นั่นหมายถึงระบบการรับซื้อและกระจายข้าวเข้าสู่ตลาด (Distribution system) ถูกผูกขาดโดยรัฐบาล พ่อค้าคนกลางและผู้ทำธุรกิจกระจายข้าวจึงถูกทำลาย ระบบบริษัทเอกชนในการกระจายสินค้าจึงไม่สามารถทำงานได้
ผลกระทบถัดมา และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ การขาดดุลของรัฐบาลในจำนวนมหาศาลจากการยอมซื้อข้าวราคาแพงและขายราคาต่ำ การขาดดุลของงบประมาณหมายถึงรัฐบาลต้องแสวงหารายได้เพื่อนำไปดำเนินโครงการอื่นๆ ซึ่งอาจมาจากการเพิ่มภาษีในอนาคต การกู้ยืมจากภายในประเทศ และการกู้ยืมจากต่างประเทศ ซึ่งการกู้ยืมได้มากน้อยก็ต้องขึ้นกับระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศ
ผลกระทบอย่างที่สามในด้านการค้าระหว่างประเทศ การที่รัฐบาลพยายามทำให้ไทยเป็นผู้ผูกขาดในตลาดข้าวโลกด้วยการจับมือกับประเทศอื่น ๆ เพื่อกักข้าวในสต็อกแล้วขึ้นราคาในภายหลังเป็นการสร้างความเสียหายในด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากตลาดข้าวโลกไม่สามารถมีประเทศใดผูกขาดได้ (ประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาก็สามารถปลูกข้าวได้ดีในบางประเทศ) อีกทั้งข้าวเป็นสินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ผู้ซื้อคาดการณ์ได้ว่าอีกไม่นานผู้ขายก็ต้องปล่อยออกจากสต็อก การกักเก็บและไม่ส่งออกข้าวในรอบปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศคู่แข่งแซงหน้าไทยในตลาดข้าว ในระยะยาวไทยจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดข้าวที่เป็นผู้นำมาโดยตลอด
ก่อนการจะเลือกนโยบายที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหากเสนอนโยบายในทำนองเดียวกัน ผลกระทบก็จะเกิดในทางเดียวกันขอให้มั่นใจว่าได้คิดทบทวนอย่างรอบคอบถึงผลดีและผลเสียของนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (ซึ่งอาจไม่ยาวเกินที่เราคาด) ที่จะเกิดกับประเทศโดยรวม และลูกหลานของเราก่อนเดือนเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้









