ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกลา และแล้วนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ Quantitative Easing (QE) ที่ทำการซื้อสินทรัพย์ระยะปานกลางถึงระยะยาว
ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ก็มีอันถึงเวลาที่เริ่มต้นต้องลดปริมาณการซื้อลงในเดือนนี้ โดยขนาดของงบดุลธนาคารกลางสหรัฐจะทรงตัวในระดับปัจจุบันไปอีกสักพักใหญ่และจะเริ่มลดขนาดลงในอีกหลายปีข้างหน้า ต้องบอกว่า QE คงจะเป็นสัญลักษณ์ติดตัว ดร. เบน เบอร์นันเก้ไปอีกนานแสนนาน แม้ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวต่อเศรษฐกิจยังคงเป็นปริศนาที่รอนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ต้องตามไขต่อไปอีกหลายสิบปี
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มลง ธนาคารกลางสหรัฐเป็นหัวหอกที่ทำการอัดสภาพคล่องขนาดมหึมาทุกรูปแบบให้กับระบบการเงินของโลกเพื่อป้องกันไม่ให้มีอันล่มสลายลง ถ้าจะว่ากันจริงๆ ตามเนื้อผ้า นายเบอร์นันเก้ น่าจะถือได้ว่าเป็นวีรบุรุษในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น Great Depression เหมือนเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วซึ่งเคยเกิดขึ้นมา
หนึ่งในเครื่องมือที่เป็นอาวุธของนายเบอร์นันเก้ ได้แก่ มาตรการ QE ทั้งสามรอบ ซึ่งได้ใช้อย่างจริงจังในวิกฤติเที่ยวนี้เป็นหนแรก เริ่มจากในปี 2009 ที่เฟดเริ่มหมดมุกในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็เลยทำการซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมสินเชื่อ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าจะเกิดอัตราเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมิได้เกิดขึ้นแม้กระทั่งถึง ณ วันนี้แล้วก็ตาม ต่อมาในช่วงปลายปี 2010 หลังจากที่นายเบอร์นันเก้มั่นใจแล้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่โผล่เหนือน้ำขึ้นมา จึงออกมาตรการ QE2 อีกรอบเพื่อช่วยในการลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว กระตุ้นตลาดบ้าน ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นต่อ ซึ่งก็สามารถช่วยดึงให้เศรษฐกิจสหรัฐให้พ้นจากความเสี่ยงของนโยบายการคลังที่มี ความไม่แน่นอนจากการที่รัฐบาลสหรัฐส่อจะเบี้ยวหนี้ จนกระทั่งมากระตุ้น QE กันในรอบที่ 3 เมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว
ล่าสุด นายเบอร์นันเก้ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลดการทำ QE ต้องบอกว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากจะพิจารณาถึงตัวเลขการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ มิติที่มีความน่าสนใจและสำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ กิจกรรมฝั่งอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องตามตรวจสอบว่า จีดีพีของสหรัฐที่แท้จริงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับจีดีพีที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจจะ สามารถเติบโตได้แบบไม่ไปกระตุกอัตราเงินเฟ้อให้สูงเกินไปแล้วหรือยัง
จะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐได้มีความพยายามเป็นอย่างมากในการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ ด้วยการอัดเงินเข้าไปในระบบ ผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว หรือ QE เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรลดลง และจะไปกระตุ้นให้เกิดการใช้ทรัพยากร ทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังมิได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี จากนี้ไป ธนาคารกลางสหรัฐได้พยายามที่จะค่อยๆ เปลี่ยนโหมดจากการทำ QE มาสู่การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายแบบปกติด้วยการค่อยๆ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามตัวแปรทางเศรษฐกิจที่น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น
แม้ว่า ณ เวลานี้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก รวมถึงยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะส่อว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเข้าสู่จุดอิ่มตัว ทว่าในขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน อาทิ พอล ครุกแมนและเควิน เดวีส์ ได้เริ่มเห็นสัญญาณดังกล่าว จากตัวเลขล่าสุด พบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคดังกล่าว เติบโตสูงกว่า เส้นแนวโน้มเฉลี่ยของจีดีพี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2010
ด้วยประมาณการของระดับจีดีพีเฉลี่ยที่เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ (Potential GDP) ของสหรัฐ เริ่มที่จะมีระดับที่ลดลง อันเป็นผลมาจากการลงทุนของสินค้าทุนที่ลดลงและการจ้างงานที่ยังมิได้กระเตื้อง อย่างเต็มที่ รวมถึงอุปทานของแรงงานที่มีอยู่น้อยลง ส่งผลให้ระดับจีดีพีของสหรัฐที่แท้จริงกับจีดีพีตามศักยภาพเริ่มจะเข้าใกล้หากันเป็นครั้งแรก ดังรูป
จากรูป จะเห็นได้ว่า ประมาณการระดับจีดีพีที่แท้จริงในอีก 2 ปีดังเส้นทึบสีฟ้า ยังต่ำกว่าระดับจีดีพีตามศักยภาพของเศรษฐกิจดังเส้นประสีส้ม อย่างไรก็ดี หากพิจารณากรณีที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วเติบโตเร็วกว่ากรณีพื้นฐาน (เส้นประสีฟ้าเส้นบน) จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตเร็วกว่าศักยภาพก่อนปี 2015 ซึ่งในขณะนี้เศรษฐกิจของอังกฤษก็ดูเหมือนว่ากำลังเติบโตอยู่ในโหมดดังกล่าว จึงอาจจะไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวในสหรัฐภายใน 1-2 ปีนี้
หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงๆ ธนาคารกลางสหรัฐที่เคยตั้งใจว่าจะคง นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปอีกหลายปี ก็อาจต้องเปลี่ยนโหมดอย่างฉับพลัน และถึงเวลานั้น ตลาดหุ้นสหรัฐก็อาจจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
-------------------
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ









