วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองอเมริกาในปี 2558

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งของประธานาธิบดีโอบามา หลังการประชุมสภาอันยาวนานจนเกิดเหตุการณ์ปิดทำการรัฐบาลสหรัฐฯ

เป็นเวลายาวนานถึง 17 วันในช่วงเดือนตุลาคม จนสามารถหาข้อสรุปร่วมระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคได้ จนเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ลงนามในร่างกฎหมายอนุมัติงบประมาณรายจ่ายสหรัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2557 และ 2558 ภายหลังจากกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสและวุฒิสภาของสหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดการใช้จ่ายภายในประเทศสูงขึ้นกว่าระดับที่กำหนดไว้เดิมจาก 1.012 เป็น 1.014 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสยังต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แต่ละภาคส่วนอย่างเหมาะสมต่อไป

การที่อำนาจตัดสินใจของ ส.ส. ไม่ขึ้นกับหัวหน้าพรรคหรือพรรคการเมือง ทำให้ ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละพรรคสามารถตัดสินใจยกมือเห็นชอบหรือปฏิเสธนโยบายที่รัฐบาลเสนอได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายของตนเอง และสามารถมุ่งผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก รวมถึงสามารถสื่อสารถึงความต้องการการสนับสนุนจากรัฐได้โดยตรงกับประชาชนและผู้สนับสนุนนักการเมืองคนนั้นๆ กระนั้นแม้ว่าจะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันเพื่อนำพาประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้ในปี 2557 นี้ รัฐบาลโดยการบริหารของพรรคเดโมแครตยังคงจะต้องแก้ปัญหาที่สะสมภายในประเทศหลังวิกฤติการเงิน จนส่งผลให้เกิดคนว่างงานจำนวนมากในประเทศ รวมถึงต้องผลักดันนโยบายที่ได้เคยให้สัญญาไว้ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ให้สำเร็จ อนึ่ง วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีโอบามาในตอนนี้คือการรักษาฐานเสียงเดิมไว้ และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาเพื่อปูทางสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้า

นโยบายโอบามาแคร์ สร้างปัญหาให้กับประธานาธิบดีโอบามามากที่สุด ความคาดหวังของประชาชนอเมริกันสร้างความกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบายนี้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่จะปฏิรูปรูปแบบการให้บริการของรัฐออกมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคฝ่ายค้านจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Tea Party หัวรุนแรง “ไม่ซื้อ” นโยบายนี้โดยให้เหตุผลว่านโยบายนี้จะทำให้ธุรกิจสหรัฐฯ ซบเซาอีกครั้ง หลังจากเพิ่งฟื้นตัวไม่นานมานี้ และยังจะทำให้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เสียสมดุลด้วย และแม้ว่าจะมีการทดลองใช้ระบบดังกล่าวในช่วงแรก (healthcare.gov) แต่ความไม่พร้อมของระบบ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี และความยากในการเข้าถึงระบบดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับผู้รับบริการ รวมถึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน และนับวันยิ่งบั่นทอนฐานเสียงเดโมแครตลงเรื่อยๆ หากไม่สามารถนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมได้

นอกเหนือจากประเด็นของสวัสดิการการรักษาพยาบาลแล้ว อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ยังมีความหวังว่าจะสามารถเห็นผลก่อนรัฐบาลนี้จะหมดวาระ คือ นโยบายการปฏิรูปกฎหมายชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอเมริกา (Immigration Reform) ซึ่งยังไม่ได้รับการพิจารณามากเท่ากับโอบามาแคร์ แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันการปฏิรูปกฎหมายชาวต่างชาติได้สำเร็จ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่ในสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตและสหรัฐฯ จะกลายเป็น Melting Pot ที่อุดมไปด้วยส่วนผสมชั้นดีที่สุดถ้วยหนึ่งของโลก

ในด้านของนโยบายการต่างประเทศ แม้ชื่อ “โอบามา” ไม่แข็งแกร่งเท่ากับ “บิล คลินตัน” หรือไม่น่าเกรงขามพอที่จะทำให้ต่างชาติเกรงใจได้เท่ากับความเป็น “อเมริกา” แต่ในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศ ประธานาธิบดีโอบามา ยังคงจะเป็นกลไกสำคัญของโลกในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในหลายครั้งโอบามาแสดงให้เห็นว่าบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ใช่เป็นผู้นำโลกเท่านั้น แต่ยังต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเป็นผู้นำ-ผู้ตาม หรือเป็นฝ่ายรุก-รับ ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนถล่มฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีโอบามาก็เป็นกำลังสำคัญในการระดมความช่วยเหลือจากนานาชาติแก่ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ในอนาคตอันใกล้หากประธานาธิบดีโอบามาสามารถรักษาสัมพันธภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจอันดีกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนได้ สหรัฐฯ จะสามารถสร้างสถานการณ์ win-win ให้กับทุกฝ่ายหลังจากบอบช้ำกับภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ดังนั้นในปี 2557-2558 ที่จะมาถึงนี้ นอกจากภาระผูกพันที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนหมดวาระที่ 2 รัฐบาลโอมาบาจะไม่สามารถนำเสนอนโยบายใหม่เพื่อซื้อใจประชาชนชาวอเมริกันได้หรือหากมีการนำเสนอนโยบายก็ยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังผลการเลือกตั้งครึ่งเทอมในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 หากคะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีโอบามาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแทนผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในสมัยหน้าจำเป็นต้องทำงานหนักกว่าที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจและเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นแล้วเก้าอี้ประธานาธิบดีที่พรรคเดโมแครตครองมาสองสมัยซ้อนอาจจะเปลี่ยนไปเป็นของคู่ต่อสู้หัวรุนแรงจากพรรครีพับลิกันก็ได้