เราหวังว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ความเลวร้ายจะหายไปกับสิ้นปี 2556 และพรุ่งนี้ คือ ความหวังใหม่ที่สดใสสำหรับคนไทยทุกคน
เพราะตลอดปี 2556 คนไทยเผชิญกับความเลวร้ายมาตลอดปี แม้ว่าความเป็นจริงแล้วจะยังไม่เห็นแสงแห่งความปรองดอง แต่สิ่งสำคัญของการมีชีวิตอยู่คือความหวัง หวังว่าพลังของการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ จะฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้ผ่านไปได้ เพราะว่าทุกความยากลำบาก ไม่สามารถผ่านพ้นไปด้วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยทุกมือ ทุกสมอง และ ทุกหัวใจ ร่วมพลัง ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันด้วยแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทุกคน เพราะต่างทราบกันดีว่าวันนี้ คือ วิกฤติของชาติ หากไม่สามารถผ่านครั้งนี้ไปได้ ไทยจะเดินหน้าสู่ "รัฐที่ล้มเหลว" และหากเราทุกคนละเลยหน้าที่ปล่อยให้ถึงวันนั้น ผลคือ จะเป็นเรื่องยากที่จะดึงประเทศกลับคืนฟื้นขึ้นมา ครั้งหนึ่งประเทศไทยยิ่งใหญ่ในมหาบูรพา ครั้งหนึ่งนานาชาติต่างลงความเห็นว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย แต่วันนี้กลายเป็นเสือที่เจ็บป่วยแห่งอาเซียน
อาการป่วยของประเทศไทย หากเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ ต้องบอกว่าเต็มไปด้วยโรคร้ายแถมจิตใจที่ซึมเศร้า ขาดพลังในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น สถานการณ์แบบนี้ ย่อมรอวันที่เลวร้ายกว่าเดิม นำไปสู่รัฐที่ล้มเหลวในที่สุด ถามว่าเราต้องเริ่มจากจุดไหน คำตอบคือทุกคนต้องถอยจากจุดของตัวเอง แล้วหันมายืนในจุดที่ยึดในผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งหากกระทำได้เช่นนี้ อุปสรรคทุกอย่างจะเล็กลงไปในบัดดล โดยเฉพาะโรคร้ายทุจริตคอร์รัปชัน ที่เกาะกินประเทศจนถึงกระดูก และที่น่าเป็นห่วงคือคนในชาติ "สมยอมและละเลย" ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดทุจริตคอร์รัปชัน ได้ใจและขยายอาณาจักรมากขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นเมื่อเห็นว่าการทำตามครรลองปกติ นำมาซึ่งความเสียเปรียบและเสียโอกาส ก็จะหันมาแข่งกันทำทุจริต ยิ่งกระบวนการยุติธรรมเอาผิดไม่จริงจังด้วยแล้ว ประเทศก็ยากที่จะฟื้นจากป่วยไข้ ตายไปพร้อมกับมะเร็งร้ายในที่สุด และนี่คือต้นตอสำคัญของความวุ่นวายในวันนี้ และหากจะดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง ก็ควรอย่างยิ่งคือปราบปรามคอร์รัปชัน
ดร.บัณฑิต นิจถาวร เขียนบทความไว้น่าสนใจว่า ภาพลักษณ์ประเทศด้านคอร์รัปชันตกลงมาอย่างน่าใจหาย จากอันดับ 88 ปี 2012 เป็นอันดับ 102 ปี 2013 ลดลง 14 อันดับในปีเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนว่าทำไมปัญหาขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่จึงอดทนไม่ได้ ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไข ที่ต้องตระหนักก็คือ ปัญหาคอร์รัปชันของไทยเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นผู้นำบริหารประเทศ และปัญหารุนแรงขึ้น ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่เกลียดและไม่ชอบคอร์รัปชัน และเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของภาคเอกชน ที่จะปรับปรุงธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการของบริษัทธุรกิจให้ดีขึ้น ปัจจุบันคอร์รัปชันได้เข้าไปสัมผัสทุกส่วนของสังคมจนเหมือนว่าจะเป็นวิถีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย
ทั้งนี้ คอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้น สะท้อนความล้มเหลวของพฤติกรรมปัจจุบัน และการทำหน้าที่ของเกือบทุกภาคส่วนในสังคม ทั้ง นักการเมือง ข้าราชการประจำ บริษัทธุรกิจเอกชนที่ยอมให้คอร์รัปชันเกิดขึ้น ไม่แก้ไข ซ้ำยังซ้ำเติมพฤติกรรมคอร์รัปชันให้ยิ่งรุนแรงขึ้น แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุด ก็คือ นักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งใช้อำนาจบริหารที่มาจากตำแหน่งทางการเมืองหาประโยชน์ โดยออกนโยบายหรือแทรกแซงระเบียบปฏิบัติของราชการ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเองและพวกพ้อง เมินเฉยต่อปัญหาคอร์รัปชัน ไม่แก้ไขปัญหา จนพฤติกรรมคอร์รัปชันรุนแรงขึ้นเหมือนเป็นระบบอาชญากรรมจัดตั้ง ที่มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามาหาประโยชน์จากระบบดังกล่าว นอกจากนั้นนักการเมืองยังแทรกแซงการทำงานของภาครัฐ
เราหวังว่า พรุ่งนี้ จงเป็นปีใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและพลังของคนไทย ที่จะยึดในผลประโยชน์ของประเทศชาติ ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ หากทุกฝ่ายตระหนักในสิ่งนี้ เราเชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี มิได้ยากเย็นอย่างที่บางกลุ่มเข้าใจ เพราะว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกหรือไม่เท่านั้น โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ต้องเริ่มต่อต้าน ปราบปราม ปฏิเสธตั้งแต่วันแรกของปี 2557 เพราะนี้คือพันธกิจเพื่อลูกหลาน และในยามที่ประตูแห่งการปฏิรูปเปิดกว้างย่อมเป็นโอกาสสำคัญ เพื่อให้สิ่งเลวร้ายผ่านพ้นไปจากประเทศนี้









