คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ท้ารักษาการ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้มา ดวล กันทางทีวีระหว่างข้อเสนอ
“สภาประชาชน” ของ กปปส. กับ “สภาปฏิรูปประเทศ” ของรัฐบาล
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยยอมมา “ดีเบต” กับใครอยู่แล้ว โอกาสเช่นนั้นจึงไม่มีวันเกิดขึ้นได้
แต่หากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าฝ่ายตนมีความจริงใจในการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย ก็ควรจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อเสนอของทั้งสอง ประกอบกับที่หลายกลุ่มทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนได้นำเสนอมาแล้วอย่างน่าสนใจ
แปลว่า ทุกฝ่ายต้องการ “ปฏิรูป” และหลายฝ่ายเรียกร้องให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แต่ดูเหมือนคุณยิ่งลักษณ์จะยืนกรานว่า “ปฏิรูปต้องเป็นคู่ขนานกับการเลือกตั้ง”
คำว่า “คู่ขนาน” มีความหมายด้านหนึ่งว่า “จะไม่มีวันได้เจอกัน” ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงย่อมหมายถึงการปฏิรูป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสะอาด บริสุทธิ์ และเป็นธรรม
อ่านแถลงการณ์ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เรื่อง “สภาปฏิรูปประเทศ” ให้ละเอียดอีกรอบ จะเห็นว่ามีความ “ฉุกละหุก” ในเนื้อหาไม่น้อย
เพราะโดยเนื้อหาแล้ว กลไกที่นำเสนอนี้ไม่ได้มีความเป็น “สภา” อย่างที่มีการเปรียบเทียบว่าเป็น “สภาสนามม้า” ที่ตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เลยแม้แต่น้อย
เพราะหากดูในสาระของสิ่งที่นายกฯ เสนอเป็นเพียง “คณะกรรมการ” ที่สำนักนายกฯ ตั้งขึ้นเพื่อศึกษา และนำเสนอการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ เท่านั้น มิได้มีอำนาจที่จะตรากฎหมายหรือทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้เหมือน “สภาสนามม้า” ซึ่งมีอำนาจร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งชุด
ที่เห็นชัดว่าเป็นการร่างแถลงการณ์ที่ค่อนข้างเร่งร้อนและไม่รอบคอบ ที่ขัดกันเองในเนื้อหามีอยู่หลายตอน เพราะไม่รู้ว่าข้อเสนอของ “สภาปฏิรูปประเทศ” ที่ว่านี้จะให้รัฐบาลชุดนี้พิจารณา หรือจะให้รัฐบาลรักษาการนี้นำไปปฏิบัติ
ตอนท้ายของแถลงการณ์บอกว่า
“...ทั้งหมดที่ดิฉันกล่าวนั้น เป็นรูปแบบที่จะนำเสนอเพื่อให้ได้มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงหารือจากทุกฝ่าย ซึ่งรัฐบาลจะได้รวบรวมนำความคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขและออกเป็นคำสั่งก่อนสิ้นปีนี้...”
ที่บอกว่าจะ “ออกเป็นคำสั่งก่อนสิ้นปีนี้” แปลว่าอะไร?
วันที่ นายกฯ แถลง เป็นวันที่ 25 ธันวาคม ก่อนสิ้นปีเพียง 6 วัน และเป็นวันทำงานจริงๆ ก็เพียงสองวัน
จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หรือมีคนร่างแถลงการณ์นี้มากกว่าหนึ่งคนและมีความเร่งร้อน เพราะต้องมีข้อเสนอ “สภา” ของรัฐบาล เพื่อแข่งกับ “สภาประชาชน” ของ กปปส.?
องค์ประกอบของ 11 “อรหันต์” ที่เป็นคณะกรรมการกำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสมัครและการสรรหา การคัดเลือก และการแต่งตั้งตัวแทนวิชาชีพ 2,000 คน ตลอดจนการเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศในขั้นตอนต่างๆ ให้เหลือ 499 คน นั้น ก็ดูอีหลักอีเหลื่อยังไงพิกล
การที่มีชื่อ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เกิดภาพทางลบขึ้นมาทันที ทั้งกับรัฐบาลและกองทัพกับในสายตาต่างประเทศ
นักข่าวตรวจสอบไปแล้ว บอกว่า ผู้ใหญ่ในกองทัพไม่ได้รับการปรึกษาหารือก่อนมีการใส่ชื่อลงไป หากเป็นเช่นนั้น ก็จะเกิดปัญหาซับซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
ตามมาด้วย “หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ซึ่งที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงเลือกจำนวน 2 คน”
ซึ่งก็เท่ากับตอกย้ำว่านี่เป็น “คนของรัฐบาล”
ยิ่งมี “เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็นกรรมการด้วยแล้ว ก็ยิ่งชัดเจนว่านี่เป็นกลไกของรัฐที่มาเป็นแกนสำคัญของการเดินเรื่อง
ส่วนประธานหอการค้า สภาอุตสาหกรรมฯ และ สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ย่อมอึดอัดกับการถูกยัดเยียดหน้าที่นี้ เพราะว่าทั้งสามองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของ “7 องค์กรภาคเอกชน” ที่ได้เสนอรัฐบาลและสังคมว่าจะต้องเดินหน้าด้วย Road Map ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่ตอบสนอง
ที่ทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติม คือ ที่ต้องมี “ประธานและกรรมการผู้ทรงวุฒิอีก 2 คน” เพื่อให้ครบ 11 นั้น จะเลือกสรรจากไหน อย่างไร ก็ไม่กระจ่างแจ้ง
โดยเฉพาะจะหา “ประธาน” ที่สังคมยอมรับนั้น ได้อย่างไร หากภาพออกมาว่าสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่นายกฯ สั่งได้?
หากว่า นายกฯ จะปฏิรูปจริง ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการศึกษาที่เรียกให้หรูว่าเป็น “สภา” เพียงแค่ยอมนั่งลงกับตัวแทน กปปส. และเอกชนกับนักวิชาการที่มีข้อเสนอชัดเจนหลายข้อ ว่า ก้าวย่างจากนี้ไป จะให้การ “ปฏิรูป” กับ “เลือกตั้ง” เดินหน้าไปอย่างไร จึงจะพ้นวิกฤติ
ข้อเสนอมีมากพอ ที่ทุกฝ่ายจะนั่งลงหาทางออกร่วมกัน ไม่มีฝ่ายไหนได้ตามที่ตนต้องการได้ทั้งหมด แต่หากว่าคุณยิ่งลักษณ์ “ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง” จริง ทางออกไม่น่าจะยากเกินสติปัญญาโดยเฉลี่ยของคนไทย...ครับ






