วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สูตรสภาปฏิรูปรัฐบาล คนละเรื่องกับ'สภาสนามม้า'

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศเมื่อวานว่า สำนักนายกฯ จะออกคำสั่งตั้ง “สภาปฏิรูปประเทศ” เพื่อให้มีตัวแทน

จากสาขาวิชาชีพต่างๆ 2,000 คน มาเลือก 499 คน เป็นสมาชิกของสภาแห่งนี้ เพื่อเสนอมาตรการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยมีคณะกรรมการวางกฎเกณฑ์การสรรหาตัวแทน 11 คน

ข้อเสนอของ นายกฯ บอกว่า สภาปฏิรูป นี้ จะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าส่วนราชการ เลขาธิการสภาพัฒน์ อธิการดีมหาวิทยาลัย ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นกรรมการคัดเลือก

หากเปรียบกันแล้ว ข้อเสนอของ นายกฯ ชัดเจน และมีรายละเอียดมากกว่าของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการของ กปปส. แต่ทั้งสองสูตรก็มีปัญหาอยู่ในตัวเอง

ตามข้อเสนอของคุณสุเทพ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนวางกฎเกณฑ์ว่า 300 คนแรก และ 100 คนหลังนี้ จะเลือกกันอย่างไร และมีอะไรรับรองว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ เสี่ยงกับข้อหา “เทือกตั้ง” เป็นอย่างยิ่ง

ข้อเสนอของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ฟังครั้งแรกเหมือนเป็นแบบ “สภาสนามม้า” ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

เพราะว่า “สภาสนามม้า” ครั้งนั้นคือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” มีอำนาจหน้าที่ออกกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติชัดแจ้ง

แต่สูตรของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น “สภาปฏิรูป” ไม่มีอำนาจทางกฎหมายอะไร เพียงแต่ทำข้อเสนอ และต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งนี้

ไม่มีอะไรรับรองว่านักการเมือง ที่ได้อำนาจการปกครองประเทศหลังเลือกตั้งครั้งนี้ จะยอมรับข้อเสนอการปฏิรูปของ “สภาปฏิรูป” นี้ แต่อย่างไร

ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญของข้อเสนอนายกฯ คือ สภาปฏิรูป นี้ จะเกิดขึ้นด้วยคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นภาพของรัฐบาลเต็มๆ แม้ นายกฯ จะบอกว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ตาม ทำให้ความน่าเชื่อถือของแนวทางนี้เกิดปัญหาขึ้นทันที

จุดอ่อนอีกข้อหนึ่ง คือ นายกฯ ก็ยังจะเดินหน้าจัดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ต่อไป ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลต้องการได้อำนาจการเมืองคืนมาก่อน แล้วค่อยฟังข้อเสนอการปฏิรูปบ้านเมืองทีหลัง โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ ว่า ข้อเสนอจากสภาปฏิรูปนี้ จะเป็นที่ยอมรับของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ประการใด

ยิ่งเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างจะทุลักทุเลและจะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ผลการหย่อนบัตรก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พอสมควร ภาพที่มองเห็นหากการเลือกตั้งเดินหน้าต่อ ก็จะเป็นรัฐสภาที่ไม่มีฝ่ายค้าน และจะมีพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียวที่ตัดสินกระบวนการนิติบัญญัติทั้งหมด

ดังนั้น การทำงานของสภาปฏิรูป ก็จะไม่ราบรื่น ความเชื่อมโยงของสภาปฏิรูปกับรัฐบาลและรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะสลับซับซ้อน

ความชอบธรรมของการดำรงอยู่ก็จะเกิดคำถาม และการปฏิรูปในความหมายที่แท้จริง ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

หากว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องการจะปฏิรูปบ้านเมืองจริง จะต้องศึกษาข้อเสนอจากหลายฝ่าย ที่เริ่มจะมีความเห็นสอดคล้องกันว่า จะต้อง “ปฏิรูปทันที!” ด้วยการตั้งกลไกอิสระ ที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้าร่วมวางโครงของการปฏิรูป และให้พรรคการเมืองทั้งหลาย ยอมทำสัตยาบันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ (หากไม่ยอมเลื่อนออกไป) จะเป็นการเลือกสภาและรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่จะเข้ามาทำเรื่องปฏิรูปเป็นหลัก และจะอยู่ในอำนาจไม่เกิน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

น่าสังเกตว่ารัฐบาลได้เสนอสูตรต่างๆ และเปลี่ยนไปทุกครั้ง ประหนึ่งว่าจะแข่งกับฝ่ายผู้ประท้วงเป็นครั้งๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้มีความเชื่อหรือความคิดหลักในเรื่องการปฏิรูปแต่อย่างไร

บางที การฝ่าข้ามวิกฤติอาจจะไม่ได้สลับซับซ้อนมาก เพียงเอา “คนที่เป็นปัญหา” ทั้งสองฝั่งออกจากสมการการเมืองวันนี้ เช่น คุณยิ่งลักษณ์ถอยออกจากตำแหน่งนายกฯ และคุณสุเทพระงับบทบาทการเป็นแกนนำประท้วง และให้กลุ่มประชาชนต่างๆ ที่กำลังเสนอทางออกให้บ้านเมือง นั่งลงพูดคุยกันอย่างอิสระ และตรงไปตรงมา ก็อาจจะ “ผ่าวิกฤติ” ไปได้ไม่ยากนัก

ผมเชื่อว่า...เมื่อไม่มีคำว่า “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์ทางการเมือง” มาเกี่ยวข้อง คนไทยส่วนใหญ่ก็พร้อมจะร่วมกันหาทางออกให้บ้านเมืองได้