วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

11-12-13 วันที่ชายแดนเชียงรายเปลี่ยนแปลง (2)

สะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ธันวคม พ.ศ.2556 หรือ 11-12-(20)13

นับเป็นสะพานมิตรภาพที่ข้ามแม่น้ำโขงที่สำคัญ แตกต่างจากสะพานสามแห่งที่เปิดดำเนินการไปแล้ว คือ สะพานนี้เชื่อมเส้นทางการค้า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตอนใต้ คือมณฑลยูนนาน กับ กลุ่มประเทศอาเซียนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ถึงแม้ว่า สะพานยังไม่เสร็จ แต่การเข้ามาลงทุน ในพื้นที่ตามรายทางมีมาอย่างต่อเนื่องทั้ง เป็นการลงทุนแบบ ร้านค้ารายย่อย การลงทุนในรูปแบบบริษัทการค้า และการสัมปทานพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่และระยะยาว รวมถึงการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สำหรับพื้นที่ประเทศไทยที่เป็นจุดแรกของการเชื่อมต่อกับ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 คือ อำเภอเชียงของและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กระบวนการการเคลื่อนไหวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งสองเมืองเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องราวสามปีก่อนเปิดสะพานแล้ว ทั้งภาครัฐ เอกชนและ กลุ่มประชาชน โดยเมืองเชียงของได้ ปรับตัวและทราบการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผลดีของการเปิดสะพานคือการ ที่รถบรรทุกขนาดใหญ่จะไม่ได้วิ่งผ่านตัวเมืองเชียงของ แต่ผลกระทบคือการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนรายย่อยที่ต้องปรับตัว

เนื่องจากตัวเมืองเชียงของเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นจุดแวะพักนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังหลวงพระบาง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเดินทางที่ไม่แวะพักที่เชียงของ หรือเดินทางโดยเครื่องบินแทน ทำให้ที่พักต่างๆ ปรับตัวรับการพำนักระยาวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในส่วนการค้าชายแดน รายย่อยที่ใช้เรือเล็กขนส่งแม่น้ำโขงยังไม่ได้รับผลกระทบในระยะแรกนี้มากนัก แต่ถ้ามีการลงทุนร้านค้าขายส่งขนาดใหญ่ที่ฝั่ง ห้วยทราย ร้านค้าและระบบการขนส่งรายย่อยก็จะได้รับผลกระทบ แต่ก็มีการปรับตัวสำหรับอาชีพคนขับเรือมีแนวทางขององค์กรพัฒนาของเอกชนในพื้นที่ที่จะช่วยอบรมให้เป็นผู้ประกอบการเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยว ตามลำน้ำโขงแทน และการสร้างหนึ่งเมืองสองแบบ ในอำเภอเชียงของ คือเขตเมืองเก่าจะเป็นพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวแม่น้ำโขงและการอยู่อาศัยที่สงบ และการสร้างเมืองใหม่ที่รองรับการค้า โดยตัวอำเภอจะย้ายไปยังเขตเมืองใหม่ โดยชาวเชียงของจะใช้การท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาเมืองให้มีสุนทรียภาพ ที่สงบ เดินเที่ยวริมแม่น้ำโขงได้

ในส่วนของเมืองเชียงแสน ที่มีทุนทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี อยู่อย่างมีคุณค่า ได้ปรับตัวให้เป็นเมืองที่มีความทับซ้อนอย่างหลากหลาย ในพื้นที่เดียวกัน ระหว่างเมืองท่าการค้าในแม่น้ำโขง เมืองชายแดน และเมืองประวัติศาสตร์ สำหรับเมืองท่าและเมืองชายแดนนั้น ได้รับผลที่ดีต่อการสร้างอาชีพให้กับผู้คน แต่สำหรับสิ่งที่เป็นทุนทางสังคมคือ โบราณสถาน ที่ทรงคุณค่า ที่อยู่ในเวียงเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเดิมนั้นโบราณสถานและกำแพงเมืองถูกกันพื้นที่ออกจากเขตที่อยู่อาศัยแต่โบราณสถานบางแห่งก็ถูกเรียกว่ามีการบุกรุกจากชาวบ้าน

ดังนั้น การปรึกษาหารือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนักวิชาการได้เสนอทางเลือกเพื่อการพัฒนา พื้นที่เขตโบราณสถานเมืองเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยการสร้างให้โบราณสถานเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ประชาชนสามารถเข้าไปสักการะ และจาริกบุญไปตามจุดเจดีย์สำคัญต่างๆ เพื่อเป็นการรื้อฟื้นคุณค่าดั้งเดิม ของพระธาตุเจดีย์ที่เคยมีคุณค่ามากกว่าที่เดิมได้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ที่แห้งตายแล้ว และประชาชนที่อยู่รอบๆ โบราณสถานเหล่านั้นได้รับผลดีในการเปิดพื้นที่เชื่องโยงระหว่างชาวบ้าน ความศรัทธา และพระธาตุเจดีย์ สร้างกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมทางสังคมเพื่อใช้ กิจกรรมเหล่านั้นเป็นทางเลือกเพื่อการพัฒนา เมืองเชียงแสน ให้เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตอีกครั้งหนึ่งควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4

การสร้างทางเลือกเพื่อการพัฒนา เมืองทั้งสองที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ที่สืบเนื่องจากกิจกรรมที่มาพร้อมกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 นั้น เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็น “พลวัตทางสังคม” ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค และรัฐส่วนกลาง ร่วมมือกับประชาชน นักวิชาการ ที่จะสร้างการจัดการพื้นที่ชายแดน ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว