อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็จะได้เห็นกันคราวนี้ เพราะว่านักการเมืองไทย ไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา
ความขัดแย้งที่สร้างขึ้นมาเอง และไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะพาประเทศให้กลับไปสู่ภาวะปกติ
วันนี้ คนไทยทั่วประเทศตื่นตัว ต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง จึงต้องการให้นักการเมืองและผู้ขัดแย้งทุกฝ่ายหาทางออกให้ได้
ปัญหาหนักหน่วงไปลงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ถูกกดดันจากทุกด้าน จนหนึ่งในกรรมการ คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร ยอมรับว่า
“เป็นการเลือกตั้งที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย...”
และเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีเวลาสั้นที่สุดในการทำงาน เพราะวันที่เปิดรับสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อวันแรกเมื่อ 23 ธันวาคม นั้น กกต. ชุดนี้เพิ่งได้รับตำแหน่งมา 10 วันเท่านั้น
คุณสมชัย บอกว่า กกต.ทั้งห้าคน พยายามทำตามกฎหมาย “ทุกขั้นตอน” แต่หากถามว่ากังวลใจไหม ท่านบอกว่า “คำตอบก็คือกังวลใจ”
เป็นการเลือกตั้งภายใต้ภาวะความขัดแย้งที่สูงในสังคม และคนพร้อมจะทำผิดกฎหมายได้ตลอดเวลา
“จึงเป็นโจทย์ที่ยากมากๆ สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง...” คือ คำอธิบายของคุณสมชัย
ความโกลาหลวันแรกของการรับสมัคร ส่งสัญญาณว่าเรื่องวุ่นๆ ยังจะดำเนินต่อไป หากรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านไม่ยอมนั่งลงเจรจาหาทางออกร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างยังชี้นิ้วอีกฝ่ายหนึ่งว่าทำผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมด 34 พรรค ที่ส่งเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่ กกต. วันแรก (9 พรรคที่สนามไทย-ญี่ปุ่น, 24 พรรค ที่ สน.ดินแดง และ 1 ที่กองปราบ) ยังไม่ถือว่ามีการรับสมัครอย่างสมบูรณ์
สถานภาพของการรับสมัครวันแรก ยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 4 ขั้นตอนเท่านั้นเอง
ขั้นตอนที่ 1 คือ การรับเอกสาร, ตรวจเอกสาร
ขั้นตอนที่ 2 คือ ชำระเงินค่าสมัคร (5,000 บาทต่อผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งคน)
ขั้นตอนที่ 3 ประธาน กกต. ต้องเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ที่สมัคร มาตกลงกันว่าจะให้หมายเลขอย่างไร จะเอาตามลำดับก่อนหลังของการลงเวลามาสมัครหรือไม่ ในประวัติศาสตร์ไม่เคยตกลงกันได้ จึงต้องจับฉลาก ซึ่งต้องทำต่อหน้าพรรคการเมืองที่มีสิทธิในการสมัครทั้งหมด และมักจะทำต่อหน้าสื่อมวลชน
ขั้นตอนที่ 4 คือ การออกหนังสือรับรองจากประธาน กกต. ยืนยันว่าได้รับพรรคนั้นๆ เข้าสมัครรับเลือกตั้งแล้ว โดยมีหมายเลขกำกับ
ที่ผ่านมา กระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอนจบในวันเดียว มีกองเชียร์หรือกลองยาวของบางพรรค อีกทั้งยังมีการขึ้นเลขหมายของพรรคที่ได้แห่แหนแสดงความยินดีกันอย่างเต็มที่
แต่บรรยากาศการรับสมัครครั้งนี้ตึงเครียด ยุ่งเหยิง โกลาหล เพราะฝ่ายหนึ่งดึงดันจะเดินหน้าเลือกตั้ง อีกฝ่ายหนึ่งบอกต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทำให้เกิดการแข็งขืน มวลชนเข้าล้อมและยึดสถานที่ที่ กกต.ใช้เป็นที่รับสมัคร ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ส่งรายชื่อผู้สมัครที่เห็นชัดว่าไม่ถอยเลยแม้แต่ก้าวเดียว
คุณสมชัย บอกว่า สำหรับวันแรกของการรับสมัครนั้น “ขั้นตอนที่ 1 ยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ”
เพราะว่าการตรวจเอกสารก็ยังมีความสับสนกันอยู่ เช่นที่ สน.ดินแดง นั้น เจ้าหน้าที่ กกต.ก็ยังไม่สามารถตรวจเอกสารของพรรคที่มายื่นได้เสร็จสิ้น “เพราะที่คับแคบ เจ้าหน้าที่จำกัด และทำงานภายใต้ความกดดัน...”
สรุปว่า การสมัครของทั้ง 34 พรรคในวันแรก อยู่ในขั้นตอนที่ 1 เท่านั้นเอง ยังไม่รู้ว่าอีก 3 ขั้นตอน จะทำได้เสร็จเมื่อไหร่
เพราะอีก 25 พรรค ที่ไปที่ สน.ดินแดง และกองปราบนั้น จะต้องยื่นเอกสารสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นเท่านั้น และอีก 3 ขั้นตอนก็ต้องทำ ณ จุดนี้ เพราะได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา
คุณสมชัย บอกว่า กกต.คงต้องพิจารณาว่าหากทำอย่างนี้อีกสองสามวันแล้วไม่ได้ผล กรรมการทั้งห้าก็ต้องประชุมลงมติเพื่อตัดสินว่า จะเปลี่ยนสถานที่รับสมัครหรือขยายเวลารับสมัคร และต้องนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป และต้องทำอย่างโปร่งใสชัดเจนต่อสาธารณะ
“ทำมุบมิบไม่ได้ครับ ผิดกฎหมาย กกต. ติดคุกแน่นอน...”
ดูจากปฏิทินการเลือกตั้งแล้ว หากจะขยายเวลารับสมัครออกไป กรรมการ กกต. บอกว่า อย่างมากก็เลื่อนไปได้อีก 2 วัน เพราะตามกฎหมายต้องเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลังจากยุบสภา
นี่เพียงปัญหายุ่งยากของการรับสมัครบัญชีรายชื่อวันแรก ยังไม่เริ่มรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขต และยังไม่รู้ว่าในวันหย่อนบัตรจะมีปรากฏการณ์ “ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” อีกมากมายเพียงใด
เห็นอย่างนี้แล้ว...รัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน ยังจะไม่พูดจาหาทางออกให้บ้านเมืองอีกหรือ? ไม่มีอะไรสายเกินไป ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ หากฝ่ายขัดแย้งในสังคมสำนึกในหน้าที่ที่จะต้องหาทางลงจากหลังเสือทั้งคู่









