วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รู้ทันเศรษฐกิจ พิชิตการลงทุน ปี 2557

เป็นประเพณีปฏิบัติ ที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จัดสัมมนาประจำปี ให้กับสมาชิก แบบปิดห้องคุยกัน ปีนี้ กำหนดเวลากันไว้ล่วงหน้า

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่เป็นจังหวะที่คาบเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ดังนั้น อาจต้องปรับตามปัจจัยของเหตุการณ์เป็นสำคัญ กระนั้นก็เถอะ ดิฉันอยากเรียนนำเสนอ สรุปประเด็นสำคัญไว้เป็นข้อมูลในเบื้องต้นก่อน จากนั้นท่านผู้อ่านสามารถปรับแปรไปตามที่เห็นสมควร ตามฐานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปนะคะ

การสัมมนาท้ายปี มักจะเป็นการฉายภาพของปีที่กำลังจะผ่านไป และมองข้ามช้อทไปปีหน้า ว่าเราจะเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง การลงทุน มีหลากหลายช่องทาง อาทิ ใน หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำและอื่นๆ วิทยากรแต่ละท่านมาแลกเปลี่ยนมุมมองไว้น่าสนใจดังนี้ คะ

“ภาวะเศรษฐกิจไทยกับการลงทุนในปี 2557” โดย ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ท่านดีใจมากที่รับเชิญมาพูดเรื่องเศรษฐกิจ ในฐานะศิษย์เก่าแบงก์ชาติ ถือว่าท้าทายด้านการต่อภาพของงานที่ทำมาตลอดชีวิต หลังจากที่มารับงานที่สมาคมฯ มักจะเน้นเรื่องธรรมาภิบาล แต่ก็ไม่เคยลดสายตาออกไปจากการติดตามภาวะเศรษฐกิจเลย

“สัญญาณจากการพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายสำนัก ออกมาทิศทางไม่ต่างกัน คือมีการปรับลดจากต้นปี 2556 คาดว่า GDP โตประมาณ 4% มาวันนี้ เหลือเป็น 3% ด้วยสาเหตุว่า กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลง ที่สำคัญอีกเรื่อง คือ ทิศทาง ทางการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก

เครื่องยนต์ ทั้ง 4 ตัว แรงขับเคลื่อนอ่อนตัว ไร้แรงผลักดัน คือ การบริโภค ภาครัฐบาล ภาคเอกชนและภาคการส่งออก วันนี้ผมยังมองไม่เห็นปัจจัยใดที่จะบ่งชี้ว่า จะพลิกตัวขึ้นมาเป็นบวก

คำถามตัวโต ที่ต้องการคำแนะนำ คือ ถามว่า แล้วในปีหน้า-2557 จะทำยังไงกันดี,รัฐบาลจะทำอะไรได้บ้างและภาคธุรกิจจะปรับตัวอย่างไรกันล่ะ….

ผมแปลกใจว่า ในปีหน้าเราพบว่าหลายปัจจัยส่อแสดงว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะมีการฟื้นตัว หลังสร่างไข้มาหลายปี แต่เศรษฐกิจไทย ยังไร้วี่แวว การส่งออกอ่อนแอ ความสามารถในการแข่งขันทรุดตัว เหมือนน้ำลดตอผุด น่าเสียดายโอกาสทองจริงๆ ครับ

สิ่งที่น่าระมัดระวัง คือ เงินทุนจะไหลเข้าน้อยลง เงินออมลดระดับ สภาพคล่องอาจมีปัญหา

เมืองไทยเรา ควรผสมผสานนโยบายการเงิน ด้วยการเติมสภาพคล่องเข้าไปในระบบ รักษาเสถียรภาพค่าเงิน ส่วนนโยบายการคลัง ควรกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพิ่มการลงทุน และพิจารณาความละเอียดอ่อนเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่สำคัญรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนได้

ส่วนภาคเอกชน ต้องตั้งรับให้มั่น มีวินัยรัดกุม ผมคิดว่าภาคเอกชนจะทำงานได้อย่างยากลำบากมาก แต่เชื่อมั่นว่า เราจะผ่านเส้นทางนี้ไปได้ครับ”

คุณมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย มีคาถาสั้นๆ ฝากไว้ว่า “หากหุ้นปรับตัวลดลง ด้วยปัจจัยรายรอบ เมื่อท่านเลือกหุ้นที่ใช่แล้ว อย่าหวั่นไหว เงินเย็นๆ รอได้ ส่วนจะเป็นกลุ่มใด ตัวใดนั้น ท่านนักลงทุน ควรศึกษาความเสี่ยงได้เอง เลือกหุ้นที่มีหนี้น้อย กำไรดี เลือกได้ ให้เลือกหุ้นที่เป็นเจ้าตลาดเบอร์หนึ่งของกลุ่มธุรกิจนั้น ดีสุดครับ”

คุณสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มีมุมมองวิเคราะห์ที่น่าสนใจว่า

“จากตัวเลข เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2552 คือ 4 ปีก่อน มีมากกว่า ห้าแสนล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ มีการซื้อเข้าตลอด

มาปีนี้ พบว่า มีการขายออกมาแล้วราว 150,000.-ล้านบาท น่าจะเป็นปกติของการลงทุน เมื่อเขาพอมีกำไรก็ต้องขยับตัว พอพบว่าภาวะเศรษฐกิจของบ้านเราปรับตัวลดลง จากเดิมอัตรากำไรเฉลี่ย อยู่ที่ 12% ในปีหน้า-2557 เหลือเป็น 10% จึงต้องลดพอร์ต เงินจึงไหลกลับ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงต้องเพิ่มการระมัดระวัง แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ ต้องมองหาดีๆ อย่าง กลุ่มสื่อสารยังเหนียวแน่น กลุ่มขนส่งก็น่าสนใจส่วนกลุ่มที่น่าระวัง คือ ธุรกิจเช่าซื้อ, ที่อยู่อาศัย,ธุรกิจท่องเที่ยว ครับ”

คุณอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย “ตลาดตราสารหนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นไทย สัญญาณนี้เกิดขึ้นชัดเจน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา จึงมีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ราว 90,000.-ล้านบาท ในเดือนสิงหาคม และอีก 40,000.-ล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ กระชากตัวขึ้น หมายความว่า ราคาตราสารหนี้ลดลง สถานการณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าหมดเวลาของการฮันนีมูน ของเงินอัดฉีดจาก QE ในรอบสองปีที่ผ่านมาแล้ว และน่าจะมีอาการต่อเนื่องไปถึงปีหน้า-2557

หุ้นกู้ภาคเอกชน ก็น่าสนใจ ขอให้เลือกพิจารณาจาก Top Down Approach และต้องมั่นใจว่าถือจนครบอายุไถ่ถอนได้ หากไม่แน่ใจอย่าซื้อเลยค่ะ”

ดร.เกียรติพงศ์ อาริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “มองภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ เหมือนอยู่ในอุโมงค์มืดๆ มองยาก แต่ระยะกลาง น่าจะพอมีความหวังเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์อยู่บ้าง

สภาพเดิม สภาพเศรษฐกิจโลก มีสภาพคล่องท่วมโลก หลังเหตุการณ์ “ลีแมน” สภาพการณ์ก็กลับสู่ปกติ ในอัตราราว +3% ผมคิดว่าปัจจัยพื้นฐาน ที่ยังดี จะยังประคองตัวไว้ได้ ปัจจัยเสี่ยงของชาวโลก คือ การแข่งขันของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ที่จะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศ”

คุณภาคภูมิ ภาคย์วิศาล ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย “วัฏจักรการขึ้น-ลงของตลาดทองคำ

รอบละประมาณ 20 ปี เราพบว่าราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วตลอด 12 ปี ที่ผ่านมา และปรับลดลงมาแล้ว 2 ปี ครึ่ง ผมมีสถิติไว้ว่า ในรอบ 2-3 ปี มานี้ ค่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุน อยู่ที่ 23,000.-บาท ต่อบาท และผมยังเชื่ออีกว่า ปี 2557 ยังเป็นแนวโน้มขาลงของตลาดทองคำ แต่จะปรับตัวเป็นลูกคลื่นเล็ก ให้พอทำกำไรช่วงสั้นๆ ซึ่งต้องระวังตัวมากครับ”

คุณวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ “การเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นไทย ในปี 2556 อยู่ที่ +13% จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก ในปี 2557 พบว่าจะฟื้นตัว ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะ

บูมเช่นกัน แต่ตลาดหุ้นไทย เป็น Developing Market กลับไม่น่าจะดี เพราะเศรษฐกิจบ้านเราชะลอตัว

แต่ผม ยังมองว่า ยังมีหุ้นบางกลุ่ม บางตัว ที่มีแววดี น่าสนใจ อย่าง กลุ่มสื่อสาร กลุ่มค้าปลีกกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ “น่าเสียดาย ที่ดิฉัน ไม่สามารถโค้ดชื่อหุ้น ที่คุณวิวัฒน์ กล่าวบนเวทีได้ ขออภัยที่ขัดใจคะ

เมื่อการสัมมนา จบลง สมาชิก ของเรา ก็ทานอาหารกลางวันด้วยกัน เป็นเมนูง่ายๆ ที่แสนอร่อย ท่ามกลางมิตรสหาย ขอขอบคุณ “โออิชิ” “ซีพีเอฟ” “ส.ขอนแก่น ฟูดส์” ที่กรุณาอนุเคราะห์ส่งเสบียง เข้ามา เสิร์ฟ แบบอุ่นๆ ร้อนๆ อร่อยกันทั่วหน้า

ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มาร่วมงาน พลาดปีนี้ไม่ช้าหรอกค่ะ ปีหน้ามาเจอกันได้คะ