วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน 2 เดือนถึง 2 ปี..."วีรพัฒน์"สานฝันปฏิรูปประเทศ

เวทีเสวนาหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจัดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ในชื่อ "ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เวทีรัฐบาล"

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น

แม้ข้อเสนอของผู้ร่วมเสวนาจะเป็นไปในโทนใกล้เคียงกัน คือ ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกายุบสภา แต่ในรายละเอียดและข้อเสนอประกอบก็ยังต่างกันพอสมควร

ทั้งนี้ แนวคิดหรือ "โมเดล" ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการขานรับจาก นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบภารกิจสร้างกระบวนการปฏิรูปประเทศ คือ โมเดลจาก วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ

วีรพัฒน์ เสนอในเวทีสรุปว่าให้เดินหน้าเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องทำสัตยาบันร่วมกันว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งจะมีวาระแค่ครึ่งวาระ เพื่อทำงานปฏิรูปประเทศ ส่วนการดูแลการเลือกตั้งให้ใช้อำนาจการพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.กกต.) ระดมพลังจากทุกภาคส่วนในสังคมให้เป็นผู้ช่วย กกต.ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นในเวลาอันจำกัดเท่านั้น ล่าสุด วีรพัฒน์ ได้ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมขั้นตอนการปฏิรูปทั้งระยะสั้นและระยะยาว

นักวิชาการผู้นี้ อธิบายว่า การปฏิรูปประเทศแท้ที่จริงไม่อาจทำสำเร็จใน 1-2 ปี แต่ต้องดำเนินการต่อเนื่องจริงจังเป็นเวลายาวนาน และไม่อาจปฏิรูปเฉพาะด้านกฎหมายหรือโครงสร้างสถาบันอำนาจ แต่ต้องปฏิรูปกระบวนการความคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมด้วย

การเริ่มต้นการปฏิรูปที่แท้จริงนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ไม่มีฝ่ายใดถูกบีบบังคับให้ต้องดำเนินการตามความประสงค์ของอีกฝ่าย ซึ่งวิธีการหลีกเลี่ยงการถูกบีบบังคับในเบื้องต้น ก็คือการอาศัยกติกาสูงสุดของประเทศ อันได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นเครื่องมือในการ "เปิดทาง" ปฏิรูปประเทศ ซึ่งเริ่มต้นได้ทันที ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

1.การเปิดทางปฏิรูประยะเฉพาะหน้า ภายใน 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง

- ให้ทุกพรรคการเมืองให้สัตยาบันลงแข่งขันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 โดยงดเว้นการนำเสนอนโยบายเลือกตั้งแบบทั่วไปเชิงประชานิยม แต่จะเน้นนำเสนอเฉพาะนโยบายการเริ่มต้นกลไกกระบวนการปฏิรูปประเทศที่ไม่ยึดติดกับอายุของรัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎร เช่น รูปแบบสภาประชาชน สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือกลไกเพื่อการปฏิรูปอื่น เพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชน และนำไปสู่ "รัฐบาลปฏิรูป" ซึ่งเป็นรัฐบาลกึ่งเฉพาะกิจที่จะยุบสภาภายใน 2 ปีหลังได้ดำเนินการขับเคลื่อนและเริ่มต้นกลไกการปฏิรูปประเทศตามที่หาเสียงไว้ โดยมีกลไกปฏิรูปทำหน้าที่ต่อไป

- ให้ กกต.เริ่มปฏิรูปการเลือกตั้งโดยอาศัยมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.กกต. เพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบและประกาศให้การจัดการดูแลเลือกตั้งเข้มงวดและอุดช่องการทุจริตทุกรูปแบบ การละเมิดกฎระเบียบเหล่านี้มีบทลงโทษถึงขั้นยุบพรรคการเมืองได้

- ให้คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ตลอดจนสถาบันการศึกษา และประชาชนทุกภาคส่วน โดยความช่วยเหลือของกองทัพ ร่วมกันเป็นอาสาสมัครดูแลตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยให้ กกต.ใช้อำนาจรับรองสถานะอาสาสมัครดังกล่าว ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.กกต. รวมทั้งเปิดให้องค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือเข้ามาร่วมตรวจสอบการเลือกตั้ง

2.การเปิดทางปฏิรูประยะกลาง ภายใน 1-2 ปี ช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน

- ให้พรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งจัดตั้ง "รัฐบาลปฏิรูป" โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคฝ่ายค้านและภาคประชาชนเข้ามาร่วมดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล และในสภาผู้แทนราษฎร เช่น ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การเริ่มต้นการปฏิรูปโปร่งใสและมีส่วนร่วม จากนั้นยุบสภาภายในไม่เกิน 2 ปี

- ให้รัฐบาลปฏิรูปชะลอหรือทบทวนโครงการที่ขาดความไว้วางใจจากประชาชนเป็นการชั่วคราว อาทิ โครงการกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ จำนวน 2 ล้านล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการรับจำนำข้าว โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกโครงการ แต่อาจทบทวนและรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขความผิดพลาด พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับรู้และร่วมตรวจสอบมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกนโยบายเหล่านี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

3.การเปิดทางปฏิรูประยะยาว ภายใน 2 ปี หลังจาก "รัฐบาลปฏิรูป" ยุบสภา

- มีการยุบสภาก่อนปี 2560 และเลือกตั้งใหม่ เพื่อเข้าสู่เดินกลไกปฏิรูประยะยาวที่ต่อเนื่องและผูกมัดทุกรัฐบาล