หลายภาคส่วนในสังคมไทยวันนี้ ปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาฯ 2557 ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
เหตุผลสำคัญก็เพราะการ "ล้มเลือกตั้ง" ในแง่ทางกายภาพไม่ใช่เรื่องยาก และมีวิธีการที่สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
- ส่งมวลชนไปปิดล้อมสถานที่รับสมัคร เพื่อไม่ให้การสมัครรับเลือกตั้งดำเนินไปได้ตามห้วงเวลาที่กำหนด
- ส่งมวลชนไปป่วนเวทีหาเสียง หรือทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
- ส่งมวลชนไปปิดล้อมหรือป่วนตามสถานที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้การลงคะแนนที่ต้องเป็นความลับ และบริสุทธิ์ยุติธรรม สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กฎหมายกำหนดได้ ฯลฯ
นี่คือตัวอย่างที่พอนึกออกแบบเร็วๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการ "ป่วนเลือกตั้ง" นั้นไม่ใช่กิจกรรมที่ทำได้ยากเย็น และอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก หรือกระทำการรุนแรง เพราะสามารถใช้ลักษณะการประท้วงแบบ "อารยะขัดขืน" เช่น นั่งเฉยๆ ขวางทางเข้าคูหาเลือกตั้ง ก็สามารถทำได้เช่นกัน
แน่นอนว่าทุกๆ การกระทำหรือกิจกรรมที่ยกมาย่อมผิดกฎหมาย แต่การประท้วง ขัดขวาง หรืออารยะขัดขืน เป็นเรื่องชัดเจนว่าผู้กระทำทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย ผู้กระทำก็ต้องยอมรับโทษทัณฑ์ไปตามระเบียบ
ทว่ากระบวนการเลือกตั้งอาจเจอผลกระทบจนเดินไปได้ไม่ตลอด...
นี่ยังไม่นับการที่พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคอาจ ประกาศบอยคอตเลือกตั้ง หรือไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียวอีก ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองนั้น มีปัญหากับการเลือกตั้งจนส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเลือกตั้งได้ เพราะการเปิดประชุมสภานัดแรกต้องมี ส.ส.ผ่านการรับรอง 90-95%
อย่างไรก็ดี การขัดขวางการเลือกตั้งซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่ๆ หลังจากนี้ ต้องระวังการนำพาประเทศก้าวไปสู่ความเป็น "อนาธิปไตย" ซึ่งหมายถึงภาวะที่บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย ไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีรัฐบาลปกครอง
แน่นอนว่าหากประเทศไทยก้าวไปสู่จุดนั้น ย่อมส่งผลอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉะนั้นการที่แกนนำ กปปส.อย่าง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าถึงอย่างไรเสียก็ต้องไม่มีการเลือกตั้งนั้น จึงสุ่มเสี่ยงที่จะนำประเทศไปสู่ภาวะ "อนาธิปไตย" ซึ่งต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะผลที่ได้ย่อมไม่คุ้มเสียแน่นอน
ที่สำคัญหากเลือกใช้การกระทำประเภทปิดล้อมสถานที่รับสมัคร ป่วนเวทีหาเสียง หรือปิดล้อมสถานที่ลงคะแนน ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลรักษาการ หรือกลุ่มที่สนับสนุนการเลือกตั้งโดยสุจริตก็ตาม และสถานการณ์จะยิ่งแหลมคมขึ้นหากไปเกิดปัญหาในพื้นที่ที่มีรากความขัดแย้งแบ่งสีทางการเมืองอยู่แล้ว
โอกาสที่จะเกิดการปะทะกันเองระหว่างประชาชนกับประชาชนย่อมมีสูง!
ใครในหน่วยงานความมั่่นคงที่คิดว่าสถานการณ์ม็อบกำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" และฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐน่าจะปิดเกมได้ก่อนเทศกาลปีใหม่ อาจจะต้อง "คิดใหม่" เพราะความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะลุกลามไปทั่วประเทศยังคงมีอยู่ และอาจกลายเป็นวิกฤติของจริงจากความขัดแย้งแบ่งขั้วทางการเมือง ณ ปลายปี 2556 ก็เป็นได้






