วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้เวทีเสวนาสูญเปล่า

การจัดเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกประเทศใน 2 เวทีช่วงสุดสัปดาห์ โดยเวทีของกองทัพไทย

กับกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. และ เวทีของรัฐบาล โดย นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้ชื่อว่า “ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 ธ.ค. ซึ่งผลที่ได้จากทั้งสองเวทีไม่ได้ผิดความคาดหมายมากนัก ว่าจะยังไม่มีกระบวนการเพื่อนำการเมืองไปสู่ทิศทางที่ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากความแตกต่างทางความคิด

หากติดตามทั้งสองเวทีและท่าทีของกลุ่มต่างๆ ที่เข้าร่วม อาจแบ่งเป็น 3 แนวคิดหลัก ในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง หรือจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม กล่าวคือ แนวคิดกลุ่มแรก จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ กปปส. ที่มองว่าถึงเวลาแล้วต้องมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้การเมืองเป็นแบบเดิมจนนำไปสู่วิกฤติไม่รู้จักจบสิ้น กลุ่มนี้เห็นว่าต้องปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง ซึ่งอาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 2 ก.พ. ปีหน้า จนกว่าจะมีกติกาจากการปฏิรูปการเมืองออกมาบังคับใช้ ดังนั้น อาจใช้เวลายาวนานเป็นปีกว่าจะได้กติกาดังกล่าว

แนวคิดกลุ่มที่สอง เป็นขั้วของรัฐบาล รวมทั้ง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง ยืนยันเดินหน้าตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และต้องการให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. แม้ยังไม่ปรากฏชัดในเรื่องแนวทางปฏิรูปการเมือง แต่ก็เห็นด้วยว่าจะมีการปฏิรูป อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้เห็นด้วยกับแนวทางที่ได้จากเวทีของนายธงทอง ซึ่งแนวคิดหลักของกลุ่มนี้ คือ "1 คน 1 เสียง" เดินหน้าเลือกตั้ง และหากใครชนะการเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นผู้มีความชอบธรรมทางการเมือง

แนวคิดกลุ่มที่สาม เป็นความพยายามประสานระหว่างสองขั้ว กล่าวคือ ด้านหนึ่งต้องการให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. เพราะจำเป็นต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องการให้มีการปฏิรูป ดังนั้น จึงพยายามหาแนวทางการปฏิรูปในหลากหลายรูปแบบ เช่น การกำหนดกรอบกติกาการปฏิรูปการเมืองออกมาก่อนเลือกตั้ง จากนั้นให้บรรดาพรรคการเมืองลงสัตยาบันว่าต้องดำเนินการปฏิรูปหลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก จากนั้นอาจจะยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ก็ได้

หากใครได้รับฟังความเห็นของกลุ่มต่างๆ ทั้งสองเวทีที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ก็จะเห็นชัดเจนว่ากลุ่มไหนมีจุดยืนอย่างไร และอาจเห็นว่ายังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองเวทีที่ปรากฏให้ประชาชนเห็น ก็เป็นเพียงการแสดงจุดยืนอีกครั้งของตัวเองท่ามกลางกลุ่มความคิดอื่นอยู่ด้วย แต่จุดยืนดังกล่าวนั้นแทบไม่มีความแตกต่างจากเดิม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งว่าต่อจากนี้ไปจะดำเนินการอย่างไร และผลสุดท้ายจะสามารถประสานกลุ่มคนเหล่านี้เข้าเป็นกระบวนการเดียวกันได้หรือไม่

เรายังมองในแง่ดีว่า ทั้งสองเวทีถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงจุดสุดท้าย และที่สำคัญในครั้งนี้เป็นการเปิดเผยให้สังคมเห็นจุดยืนของตัวเอง และเหตุผลเบื้องหลังจุดยืนนั้นว่ามีเหตุมีผลหรือไม่ เราหวังว่าหากมีการจัดเวทีดังกล่าวในครั้งต่อไป น่าจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้ และน่าจะเห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม เราหวังว่าเวทีเสวนาทั้งสองครั้งจะไม่สูญเปล่าเหมือนเวทีการปฏิรูปการเมืองอื่นๆ ที่มีก่อนหน้านั้น ซึ่งถึงที่สุดแล้วฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ เพราะหากว่าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเวทีดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่การพักชั่วคราวของวิกฤติการเมือง ที่กำลังจะเริ่มขึ้นครั้งใหม่