วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวทาง 'ผ่าทางตัน'

“เวทีเสวนา” ที่จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มด้วย 7 องค์กรภาคเอกชน ตามมาด้วยกองทัพ และ รัฐบาลในวันต่อมา

ล้วนน่าสนใจ น่าสนับสนุน และสมควรแก่การติดตามสำหรับประชาชนที่กำลังเรียกร้องให้ “เปลี่ยนประเทศไทย”

แต่เวทีเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อ มีการระดมความเห็นเพื่อหาข้อสรุป และนำมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของข้อเสนอ “ทางออกเพื่อประเทศไทย” เท่านั้น

หากเป็นเพียงการจัด event เพื่อให้เป็นไปตามกระแส หรือลดแรงกดดัน ก็จะเป็น “เพียงความเคลื่อนไหว” ที่ขาดน้ำหนัก และไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างแท้จริง

เวทีที่ 7 องค์กรภาคเอกชนจัด และเชิญ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำของ กปปส. ไปพูดคุย ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการถาม-ตอบระหว่างกันมากกว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าภาคเอกชนต้องการเห็นอะไร มีข้อเสนออะไรที่เป็นรูปธรรม หรือต้องการให้แกนนำของ กปปส.เดินหน้าอย่างไร ให้สอดคล้องกับหนทางของการแก้ปัญหาบ้านเมือง

เวทีของกองทัพเชิญคนหลายฝ่ายมาร่วมตั้งวง แต่ผู้นำเหล่าทัพประกาศล่วงหน้าว่า ท่านทั้งหลายจะเพียงแค่ “ฟัง” แต่จะไม่แสดงความคิดเห็น เพราะกองทัพไม่ยุ่งกับการเมือง

เวที “ประเทศไทยจะไปทางไหน?” ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ เป็นคนจัด ก็มาในรูปแบบเดียวกัน ที่อ่อนลงไปกว่าของที่กองทัพจัด คือ ตัวนายกฯ เอง ก็ไม่นั่งฟังอยู่ในที่เสวนา จึงไม่สามารถจะรู้ว่าข้อเสนอทางออกของบ้านเมือง ที่เชิญชวนให้ผู้คนมาเสนอนั้น จะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลมากน้อยเพียงใด หรือไม่

เพราะหากว่าเป็นเพียงเวทีที่เชิญคนต่างๆ มาร่วมแสดงความเห็น แล้วไม่มีข้อสรุป ไม่มีการนำเสนอเป็นรูปธรรม ไม่มีการเปรียบเทียบ ว่า ข้อเสนอใดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็จะไม่ต่างอะไรกับเวทีสัมมนา ที่เป็นเพียง talking shop ซึ่งเป็นกิจกรรมของสังคมไทยที่ทำกันมาช้านาน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของประเทศชาติแต่อย่างไร

การแสวงหาทางออกจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ ถูกจำกัดด้วยความเร่งด่วน เพราะเวลามีจำกัด ขณะที่มีประเด็นถกเถียงกันว่า การเลือกตั้งกับการปฏิรูปนั้น ควรจะจัดลำดับก่อนหลังอย่างไร

รัฐบาลก็เห็นด้วยว่าจะต้องมีการปฏิรูป เพราะประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาต่อต้านสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้น ต้องการให้มีการปฏิรูป แต่รัฐบาลอ้างว่าต้องเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ส่วนเรื่องปฏิรูปนั้น ก็จัดเวทีฟังความเห็นกันไป ไม่เกี่ยวกันโดยตรง

ฝ่าย กปปส. ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ให้ตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมา ทำเรื่องปฏิรูปให้เสร็จภายใน 8-12 เดือนก่อน แล้วจึงจะมีการเลือกตั้ง เพราะหากเลือกตั้งตอนนี้ ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิมอยู่ดี เรื่องคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุนสามานย์ และ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ก็ยังไม่หายไปไหน

ฝ่ายที่ยืนยันต้องเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม อ้างว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จะผิดรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล บอกว่า ไม่ได้ค้านเรื่องเลือกตั้ง ยังไงๆ ก็ต้องมีการเลือกตั้งแน่ แต่ถ้าเลือกตั้งตอนนี้ความศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” จะเสื่อมทรุด เพราะกติกายังเอื้อคนมีเงินและนักเลือกตั้ง จะไม่ได้สภาที่เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อการ “ปฏิรูป” อย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อแก้กติกาตามความต้องการของประชาชนจากทุกภาคส่วนแล้วจึงจัดให้มีการเลือกตั้ง นั่นจึงจะทำให้ผู้คนมีความเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

ประเด็นต่อมาก็คือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควรจะรักษาการตำแหน่งนายกฯ หรือไม่? มีการถกกันจากสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่า นายกฯ ลาออกไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าทำไมจะลาออกไม่ได้

ฝ่ายที่เรียกร้องให้คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ก็เพื่อแสดงสปิริต ให้การทำงานของรัฐบาลรักษาการ ไม่ต้องกลัวอิทธิพลของผู้มีอำนาจ จะได้คิดวิธีการ “เปลี่ยนผ่าน” ที่เป็นอิสระ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนผู้เรียกร้องการปฏิรูป

ความจริง คุณยิ่งลักษณ์ ก็ได้บอกต่อสาธารณชนแล้วว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง อะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความสงบในบ้านเมืองได้ ท่านก็พร้อมจะทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุบสภาหรือลาออก

ดังนั้น ประเด็นนี้ก็ควรจะเป็นหัวข้อสำคัญของ “เวทีสาธารณะ” เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นเนื้อหาสาระเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การร่าง “แผนที่เดินทาง” หรือ Road Map สำหรับประเทศไทย

และหากตกลงในหลักใหญ่ได้ ทุกฝ่ายพร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม นายกฯ ก้าวถอยไป (จะลาออกหรือลาพักอะไรก็ตามที) ตั้งคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายเอกชน วิชาการ กองทัพ เพื่อร่าง “สัตยาบันปฏิรูป” ให้พรรคการเมืองทุกพรรคลงนามเพื่อเป็น “สัญญาประชาคม” กับคนทั้งประเทศว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งจะต้องมีภารกิจหลักประการเดียว คือ “ปฏิรูปประเทศไทย” ด้วยการระดมความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เปิดเผย และ จริงจัง

ตามสัญญาประชาคมนี้ รัฐบาลหลังเลือกตั้ง (หากไม่มีการเลื่อนออกไป) จะต้องเป็น “รัฐบาลปฏิรูป” ที่บริหารประเทศด้วยกำหนดเวลาชัดเจน เช่น 1 ปี ถึง 18 เดือน เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใต้กฎกติกาที่จะ “ยกเครื่องประเทศไทย” ได้อย่างแท้จริง

การเมืองของประเทศ ไม่มีคำว่า “ทางตัน” ...หากทุกฝ่ายนั่งลง แจกแจงประเด็นเห็นต่างทีละข้อ เอาที่เห็นพ้องกันก่อนได้ ส่วนประเด็นที่แย้งกันนั้น หากแต่ละฝ่ายยอมเสียสละจุดยืนของตัวเอง ผ่อนเกลียวเชือกคนละข้างกันได้บ้าง บ้านเมืองจะเข้าสู่โหมด “ปฏิรูป” ได้อย่างแน่นอน