ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงมากที่สุด แต่ก็ปรากฏว่าในช่วงไม่กี่วันก่อนสิ้นสุดสัปดาห์
สถานการณ์ความขัดแย้งดูเหมือนว่าจะเริ่ม "เย็น" ลง จากช่วงต้นสัปดาห์ที่คณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยึดอำนาจประชาชนและแสดงท่าทีแข็งกร้าว ด้วยการออกแถลงการณ์ปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเริ่มมีการเจรจาในเวทีต่างๆ มากขึ้น ต่างจากก่อนนั้นแทบไม่เปิดทางให้กับการเจรจาเลย
แม้ว่า ทางกลุ่ม กปปส. ยังยืนยันจุดยืนเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก จากนั้นจะเปิดทางให้มีการใช้มาตรา 7 เพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นมารักษาการ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศใหม่ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไป แต่การเปิดรับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มอื่นในสังคมมากขึ้น อาจเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้รับรู้ถึงความต้องการของคนกลุ่มอื่น นอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว อาจทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางบางด้านที่คนไม่เห็นด้วย และสามารถเดินหน้าปฏิรูปต่อไปได้
ยิ่งกว่านั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีได้เปิดทางให้มีการตั้งเวทีกลาง เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกกลุ่มในสังคม เพื่อนำไปสู่พิมพ์เขียวแนวทางการปฏิรูป นั่นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนท่าทีมากขึ้นจากก่อนหน้านั้นมีเป้าหมายเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แม้ว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการจัดตั้งขึ้น อาจถูกมองด้วยความหวาดระแวง แต่อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับกลุ่ม กปปส. นั่นคือ ความขัดแย้งกำลังดำเนินไปในวิถีทางของการเจรจา ส่วนจะหาข้อสรุปร่วมกันได้หรือไม่ ต้องรอผลจากเวทีการพูดคุย
เวทีการเจรจาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ไม่เพียงแค่กลุ่ม กปปส. กับรัฐบาลเท่านั้นที่เข้ามามีส่วนร่วม แม้แต่คนกลุ่มอื่นๆ ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วย อาทิ กองทัพและภาคธุรกิจ ซึ่งหากมองโลกในแง่ดีแล้ว เราอาจตั้งความหวังได้ว่าเวทีการเจรจาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่สามารถลดความขัดแย้งในสังคมได้ ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาใหม่ เพราะเราคงหวังได้ยากว่าเมื่อการเจรจาเกิดขึ้นแล้ว ทุกฝ่ายจะยินยอมพร้อมใจกันในข้อตกลงที่เกิดขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ยากมากในการหาข้อยุติที่ไปในทางเดียวกันทุกด้าน
ดังนั้น หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นการพัฒนาการที่ดีของการเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าความขัดแย้งได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุด แต่ก็สามารถลดระดับลงจนนำไปสู่เวทีการเจรจาของกลุ่มต่างๆ และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น คือ ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะมีการปฏิรูปการเมืองของประเทศ เพียงแต่เงื่อนไขในรายละเอียดมีความต่างกันเท่านั้น ส่วนเป้าหมายเหมือนกัน คือ มองว่ากติกาการเมืองในปัจจุบันได้สร้างปัญหาให้กับประเทศ และทุกฝ่ายอยากเห็นสังคมมีการพัฒนาที่ดีขึ้น
ไม่ว่าเวทีการเจรจาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จะจบลงอย่างไร ทั้งในแนวทางที่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้หรือล้มเหลว เราเห็นว่า อยากให้ทุกฝ่ายอย่าหมดหวังกับการเจรจา ซึ่งการเจรจาเท่านั้นจะคลี่คลายความขัดแย้งได้ แต่เราต้องไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นใหม่ เพราะนั่นจะทำให้เวทีเจรจาต้องยุติลง และเปิดทางแก้แบบอื่นเข้ามา นอกเหนือจากแนวทางแบบสันติ






