การชิงประกาศยุบสภาในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยคลายแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาหารัฐบาลเลย ประชาชนยังออกมาแสดงพลังกันแบบมืดฟ้ามัวดิน
จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ในประเทศที่นักการเมืองมีหิริโอตตัปปะทางการเมืองสูง เมื่อเจอกับพลังประชาชนในระดับนี้ เขาจะรีบลงจากตำแหน่ง ไม่มีหน้าแม้แต่จะเสนอตัวเป็นรัฐบาลรักษาการ
ในขณะที่ประชาชนผู้ออกมาเดินแสดงพลังปฏิเสธที่จะ “ซื้อ” การยุบสภา ก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เมื่อยุบสภาแล้ว ทำไมยังจะต้องต่อสู้ต่อไปอีก หากไม่พอใจน่าจะไปแสดงออกในวันเลือกตั้ง
คำถามก็คือ การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จทางการเมืองเมื่อรัฐบาลเข้าตาจน จะเป็นทางออกของประเทศได้จริงหรือไม่?
ก่อนอื่นเราต้องนิยามว่า “ทางออก” ของประเทศหมายถึงอะไร ในเมื่อเรื่องนี้เป็นปัญหาทางการเมือง ทางออกของประเทศจึงผูกโยงอยู่กับมิติทางการเมือง มิติที่มีการพูดถึงกันมากที่สุด คือ ความเป็นประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่า ความเป็นประชาธิปไตย คือพาหนะทางการเมืองที่ดีที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติ
สิ่งที่ขัดขวางมิให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ ก็คือ การคอร์รัปชันในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชันแบบดังเดิมด้วยการกินสินบาทคาดสินบน หรือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ตามตรรกะนี้ ถ้าการยุบสภาเป็นทางออกของประเทศจริง หลังจากการยุบสภา ปัญหาการคอร์รัปชันควรจะลดลงในระดับหนึ่ง เพราะนักการเมืองได้รับบทเรียนแล้วว่า สิ่งที่ทำไปไม่เหมาะสม ต้องกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ไม่ซื้อเสียง ไม่ขายตัว เมื่อเข้ามารับตำแหน่งแล้วก็จะ ลด ละ เลิก การคอร์รัปชัน
ในทางตรงกันข้าม หากการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไม่ช่วยให้ท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นเรียนรู้อะไรเลย ปัญหาคอร์รัปชันก็จะยังคงอยู่ในระดับเดิม แสดงว่า การยุบสภาพแล้วเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับประเทศ เป็นแค่ยาแก้ไข้ของนักการเมืองที่กำลังตัวรุมๆ เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ คำถามในเชิงวิชาการก็คือ การยุบสภามีความสัมพันธ์กับการลดลงของปัญหาคอร์รัปชันหรือไม่ ซึ่งในการหาความสัมพันธ์นี้ เราต้องมีตัวแปรที่สะท้อนความเป็นเหตุเป็นผลของปัจจัยสองอย่างนี้
ในด้านของเหตุ ผมใช้ข้อมูลการยุบสภาในช่วงปี 2538 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 6 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2539 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556
ส่วนด้านของผล ผมใช้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ซึ่งเป็นดัชนีที่ได้รับการยอมรับกันมากที่สุดในวงการวิชาการ คะแนนยิ่งสูง แสดงว่าประเทศนั้นมีความโปร่งใส คะแนนยิ่งต่ำ แสดงว่าประเทศนั้นมีปัญหาคอร์รัปชัน
พอลองเอาข้อมูลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2556 กับข้อมูลการยุบสภาในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งเกิดขึ้น 6 ครั้งมาเทียบกันดู ตามที่แสดงไว้ในรูป สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ สิบกว่าปีที่ผ่านมา คะแนนของเราขึ้นๆ ลงๆ แต่ไม่เคยถึง 4 คะแนนเลย ถ้าเป็นคะแนนสอบ เต็ม 10 ได้แค่ 4 ถือว่าสอบตกหลุดลุ่ย เมื่อดูแนวโน้มคร่าวๆ ด้วยสายตา จะเห็นว่าคะแนนของเราไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเลย
จุดที่อยู่บนเส้นทั้ง 6 จุด คือ ช่วงเวลาที่มีการยุบสภา ผลที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า การยุบสภาทั้ง 5 ครั้งก่อนหน้านี้ แทบจะไม่มีผลทำให้คะแนนกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย แสดงว่า จะยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่กันอีกสักกี่ครั้ง การเมืองไทยก็ยังคงจะเป็นวัวพันหลัก ไม่มีวันจะก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ จึงฟันธงไปได้เลยว่า การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่ทางออกของประเทศอย่างแน่นอน!
วงจรซื้อเสียง-ถอนทุน-ซื้อเสียง-ถอนทุน เป็นวังวนที่หลอกหลอนเรา คอยฉุดรั้งให้ประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้ข้อสรุปตรงกันว่า คอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในกรณีของประเทศไทย หากเราแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้สักครึ่งหนึ่งของตอนนี้ อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ข้างหน้าจะสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้อีก 1 ถึง 2% ต่อปี ช่วยให้คนอีกนับล้านที่ยังดิ้นรนปากกัดตีนถีบอยู่ในตอนนี้ สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม
การออกมาแสดงพลังของประชาชนครั้งนี้ เป็นสิ่งที่นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้อง สัก ไว้ให้ติดอยู่ในดีเอ็นเอ ประชาชนรู้แล้วว่า กลไกทางการเมืองที่พิกลพิการ บวกกันนักการเมืองเห็นแก่ตัว ไม่มีทางทำให้ประเทศหลุดพ้นจากวังวนนี้ได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้การล้างไพ่ก่อนแล้วค่อยเลือกใหม่จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดทางเลือกหนึ่งในใจของหลายๆ คน






