รัฐบาลรักษาการ เดินหน้าจัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งและกติกาเก่า ก็จะเข้าสู่ทางตันรอบใหม่
เงื่อนไขการตั้ง “สภาประชาชน” และ “นายกฯ มาตรา 7” ของ กปปส. ก็มีปัญหาการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่อีกเช่นกัน
ด้านรัฐบาลหมิ่นเหม่, ด้าน กปปส. ก็สุ่มเสี่ยง
ดังนั้น หลายฝ่ายที่ต้องการหาทางออกให้ประเทศชาติ จึงได้เสนอให้มีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้มีการ “ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างแท้จริง
และควรจะต้องตกลงกันให้ได้ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองต้องตกอยู่ในสภาพการเผชิญหน้า ที่เสี่ยงต่อความรุนแรง และไม่ควรที่ประเทศชาติจะตกอยู่ในภาวะ “สุญญากาศทางการเมือง” ที่แต่ละฝ่ายจะตีความไปตามแนวทางที่จะเป็นประโยชน์ของตน
การที่หลายองค์กรเสนอเป็นคนกลาง เพื่อเปิดเวทีการเจรจาหาทางออกร่วมกันนั้น สะท้อนว่าคนไทยมองเห็นว่า การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในสูตรของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่หนทางการแก้ปัญหาของบ้านเมือง
แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังหาเหตุผลสนับสนุนการที่ กปปส.จะประกาศ “จัดนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนยอมรับ” ภายใต้กรอบ “สภาประชาชน” อย่างถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้
ที่รู้แน่ๆ ก็คือว่า ประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาลได้ออกมาประกาศจุดยืนว่า ต้องการจะปฏิรูปประเทศไทย และการเลือกตั้งใดๆ ที่จะมีขึ้น จะต้องสะท้อนถึงความเสียสละของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการปฏิรูปนั้นให้ได้
น่ายินดีที่ 7 องค์กรภาคธุรกิจสำคัญๆ ของประเทศ นำโดย สภาหอการค้าไทย ได้เสนอให้มี “เวทีกลาง” เพื่อเสนอทางออกให้กับปัญหาการเมืองไทย โดยเน้นว่าจะต้องมีข้อสรุปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
คุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย บอกว่า พร้อมจะเป็นเวทีกลางให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมหาทางออกประเทศ ไม่ใช่แค่ระหว่างรัฐบาล กับ กปปส. เท่านั้น
“เปรียบเหมือนตอนนี้ กรรมการบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเลือกไปบริหาร กำลังทะเลาะกัน ประชาชนเสมือนเป็นผู้ถือหุ้น ย่อมมีสิทธิเข้ามาช่วยหาทางออก เพราะปรากฏการณ์พลังประชาชนครั้งนี้ มีอานุภาพมาก...”
สถาบันพระปกเกล้า ก็ได้เสนอตัวเป็นคนกลางของการหาทางออกอีกด้านหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ผมเชื่อว่านักวิชาการและผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายฝ่าย หลายท่าน ก็กำลังจะพยายามดำเนินการอยู่หลังฉาก เพื่อให้มีทางออกที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง และป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดเพิ่มระดับขึ้นจากที่เป็นอยู่
ที่ผู้ปกครองประเทศต้องตระหนัก ก็คือ จะต้องฟื้นความศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง และต้องไม่ถูกมองว่าการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เป็นเพียงวิธีการหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่ได้ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันและจริงจัง เพื่อให้มีความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ตอกย้ำความต้องการของคนไทยจำนวนมาก ที่เห็นว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยน คอร์รัปชันต้องหมดไป การเมืองต้องไม่ใช่ธุรกิจของคนมีเงินและบารมี การเลือกตั้งต้องไม่ใช่การยื่น “เช็คเปล่า” ให้พรรคที่ได้เสียงข้างมากไปทำอะไรก็ได้ ตามที่ตนต้องการ
ดังนั้น รัฐบาลรักษาการ จึงต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่า จะตอบสนองเสียงเรียกร้องเหล่านี้อย่างไร มิใช่เพียงแต่บอกว่าให้ประชาชนมาหย่อนคะแนนเลือกตั้งใหม่ ใครได้ที่นั่งมากกว่าก็เป็นรัฐบาล ใครได้ที่นั่งน้อยกว่าก็เป็นฝ่ายค้าน กติกาเหมือนเดิมทุกอย่าง
หาก “ขอให้ทุกอย่างเหมือนเดิม” คนไทยที่ได้ถูกปลุกให้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมครั้งนี้ ก็จะไม่ยอมรับกติกาเดิมเช่นนี้ เพราะคำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ได้หมายถึงการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง โดยใช้เวลาคนละ 2-3 นาทีอีกต่อไป
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเจรจาระหว่างฝ่ายต่างๆ ของสังคมไทย และไม่ใช่เพียงระหว่างรัฐบาลรักษาการ กับ กปปส. เท่านั้น หากแต่จะต้องให้กลไกของสังคมทั้งหลาย ได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศชาติอย่างกว้างขวาง อีกด้วย
ต่อจากนี้ไป ภารกิจการผลักดันปฏิรูปประเทศชาติ ต้องไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเท่านั้น
“มวลมหาประชาชน” ที่ออกมาประกาศจุดยืนร่วมกันครั้งนี้ มิได้เพียงต้องการให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการ Change, Real Change สำหรับลูกหลานไทยในวันนี้และวันข้างหน้า... อย่างแท้จริงและยั่งยืน






