การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร
ถือว่าได้ลดแรงกดดันทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยได้ใช้วิถีทางประชาธิปไตย ในการแก้ปัญหา อย่างเช่นคำแถลงของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า "สถานการณ์ในวันนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงแนวคิดที่แตกต่าง และต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อถึงจุดที่ความคิดขัดแย้งอาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ และมีความรุนแรงจนอาจเกิดความสูญเสียขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยการยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นวิถีทางที่เป็นไปตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า คนส่วนใหญ่ต้องการแนวทางใด และจะให้ใครมาบริหารประเทศตามแนวทางนั้น" ซึ่งหากเป็นสถานการณ์การเมืองปกติ เราเชื่อว่าการยุบสภา สถานการณ์คงนิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่ในภาวการณ์วันนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกลุ่มเคลื่อนไหวยังรุกต่อเนื่อง "ห้ามนายกรัฐมนตรีรักษาการ" เพื่อที่จะเปิดให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือใช้โอกาสนี้ปฏิรูปประเทศไทย
เราเห็นด้วยว่าในภาวะที่สังคม มีความต้องการมากกว่ายุบสภา หรือต้องการให้ประเทศมีการปฏิรูปนั้น รัฐบาลและตัวแทนผู้ชุมนุม ต้องหารือร่วมกันว่า"ทางเลือก"หรือข้อเสนอในการปฏิรูปที่ทั้งสองฝ่าย เห็นชอบตรงกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแต่ละฝ่ายลดความต้องการบางอย่างของตัวเองลงระดับหนึ่งและเปิดกว้างค้นหาจุดสมดุล ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเรียกว่า "สภาประชาชนหรือสมัชชาประชาชน ตามข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม หรือการปฏิรูปการเมือง อย่างที่นายกรัฐมนตรี เรียกร้อง อย่างไรก็ตาม จะเกิดผลสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยคนกลางเข้ามาขับเคลื่อน เพราะหากสังคมปล่อยให้คู่ขัดแย้ง ดำเนินการ ก็เป็นเรื่องอยาก ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นอิสระ เพื่อปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างประเทศ น่าจะเป็นทางออกที่ควรจะเป็น ส่วนจะติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ หรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง ก็ควรนั่งหารืออย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ย่อมมีข้อถกเถียงในแง่กฎหมายไม่จบสิ้น ดังนั้นควรวางรูปแบบ ให้ตกผลึกเสียก่อนแล้วมาดูกันว่ามีอุปสรรคทางกฎหมายอย่างไรบ้าง เพราะหากยังปล่อยให้ประเทศยืนอยู่ความไม่แน่นอนต่อไปจะกระทบทั้งเศรษฐกิจและก่อความขัดแย้งประชาชนในประเทศรุนแรงมากขึ้น
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจไทยหลังจยุบสภานั้น ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบเศรษฐกิจได้ เพราะยังไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จึงต้องรอการประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง ส่วน อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย มองว่า จากกรณีที่รัฐบาลได้ประกาศยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น มองว่า แม้จะคลายความกังวลของนักลงทุนไปบ้าง แต่สภถานการณ์นั้นยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากการยุบสภานั้นไม่ใช่ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ทำให้ต้องดูว่าหลังจากนี้ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไปทั้งนี้หากชุมนุมมีความยืดเยื้อก็ส่งผลกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก เพราะที่ผ่านมาการบริโภคในประเทศมีการชะลอตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่แล้ว ปัจจัยทางการเมืองเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่อาจทำให้การบริโภคในประเทศอาจชะลอตัวเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศนั้น มองว่าหากการชุมนุมยังไม่มีการคลี่คลายโดยเร็วก็จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว เพราะในช่วงไตรมาสที่ 4 และ ไตรมาสที่ 1 นั้นถือว่าเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวสูงที่สุด ทำให้ต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีท่าทีอย่างไร
ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ หลังจากที่รัฐบาลได้ปลดล็อกเรื่องยุบสภาไปแล้วนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องนั่งหารือ โดยให้ภาคเอกชนหรือนักวิชาการ เป็นตัวกลางใน ดึงทั้งสองกลุ่มมาเจรจา วางทิศทางประเทศในอนาคตวาจะออกแบบอย่างไร ส่วนจะคิดในกรอบหรือในกรอบ ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น หากเห็นว่า เป็นทางออกที่แต่จริงของประเทศ เพื่อการยุบสภาครั้งนี้ นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าประเทศมีการปฎิรูปอย่างแท้จริง ตามที่ทุกฝ่ายต้องการ









