การแถลงของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.)
ก่อนที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันนี้ (9 ธ.ค.) ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยการย้ำว่าพร้อมที่จะยุบสภาหรือลาออก เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองในขณะนี้ แต่ที่ชัดมากขึ้นคือนายกรัฐมนตรีต้องการเห็นทางออกที่แท้จริงว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเสนอให้มีการลงประชามติจากประชาชนทั่วประเทศ
อันที่จริง ข้อเสนอของนายกฯไม่ได้มีอะไรที่เป็นข้อเสนอใหม่มากนัก เพราะก่อนหน้านั้นนายกฯก็เคยสัมภาษณ์หลายครั้งในประเด็นดังกล่าว และข้อเสนอนี้ทางกลุ่มกปปส.ก็เคยปฏิเสธมาแล้วว่าไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา เพราะกลุ่มกปปส.ต้องการเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองใหม่ โดยมีรูปแบบที่เรียกว่าสภาประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดกติกาทางสังคมใหม่เพื่อไม่ให้การเมืองมาสร้างปัญหาเหมือนในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากคำพูดต่างๆ ที่ออกมานั้นดูเหมือนเป้าหมายไม่ต่างกันมากนัก คือต้องการเห็นสังคมที่ดีงามเกิดขึ้น
เราหวังอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายน่าจะหาทางออกร่วมกันได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีความตั้งใจ จะสร้างหรือหากติกาที่นำไปสู่การเมืองสถาบันการเมืองที่ดี และสิ่งแรกที่ทุกฝ่ายต้องละเว้นเป็นการชั่วคราว คือ ต้องหยุด"เล่นการเมือง" แต่มุ่งไปที่การแก้ปัญหาของชาติเป็นส่วนร่วม ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวหากันว่าฝ่ายโน้น-ฝ่ายนี้เล่นการเมือง เพราะการชุมนุมในครั้งนี้ก็เป็นการชุมนุมทางการเมืองอยู่แล้ว เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องหยุดมองการเมืองเป็นเรื่อง"เกม"การต่อสู้ แต่หันมามองการเมืองเป็นเรื่องของกติกาของชาติให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ประการแรก ทุกฝ่ายต้องตั้งมั่นว่าการแตกแยกทางความคิด หรือความเห็นระหว่างสองฝ่ายขณะนี้ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นหากจะมีการร่างกติกาการเมืองใหม่หรือการปฏิรูปการเมือง ซึ่งไม่ว่าจะเรียกว่าชื่ออะไรก็ตาม กติกาใหม่นี้จะต้องรองรับความหลากหลายทางความคิด เพราะถึงอย่างไร ความขัดแย้งทางความคิดในขณะนี้ก็คงอยู่ในสังคมไปอีกนาน ดังนั้นหากฝ่ายหนึ่งพยายาม"กด"อีกฝ่ายเอาไว้ โดยไม่พยายามหาทางออกร่วมกัน นั่นก็เป็นเพียงการชะลอความขัดแย้งรุนแรงออกไปเท่านั้น
ประการที่สอง ขณะนี้มีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับรูปแบบของประชาธิปไตย อีกฝ่ายก็อ้างว่ายึดหลักกติกาสากลของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่วนอีกฝ่ายก็เห็นว่ารูปแบบเช่นว่านี้สร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับสังคมไทย ดังนั้น หากมีการปฏิรูปการเมืองใหม่ได้จริง เราเห็นว่ากติกาประชาธิปไตยของไทยไม่จำเป็นต้องยึดตามตำราประชาธิปไตย แต่เป็นกติกาออกมาเพื่อให้เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งเราเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมกันคิด-ร่วมกันหาทางออก ก็อาจจะได้กติกาที่เหมาะสมได้ โดยการสังเคราะห์จากความเห็นของทุกฝ่าย
เราเห็นว่าจากท่าทีของรัฐบาลที่ผ่านการสัมภาษณ์ของนายกฯหลายครั้ง และ ท่าทีของแกนนำกปปส. ยังมีโอกาสที่สังคมไทยจะสร้างกติกาที่ดีร่วมกันและอยู่กันอย่างสมานฉันท์ภายใต้ความแตกต่างทางความคิดได้ เพราะอย่างน้อยขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนเหมือนกันคือไม่ต้องการความรุนแรง และยึดแนวสันติในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งก็หมายความว่ายังเปิด"โอกาส"ให้มีการเจรจาระหว่างคนต่างความคิด เราหวังว่าหากจะมีกติกาใหม่ ต้องเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่หากเป็นกติกาจากฝ่ายเดียว กติกาเช่นนี้ก็จะอยู่ไม่นานท่ามกลางความขัดแย้งในปัจจุบัน






