ผมเดินสายพูดคุยกับนักเรียนมัธยมปลาย ทางเหนือของประเทศในระยะหลังนี้ ตั้งใจจะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ของเรา
ตระเตรียมตัวและใจ พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของ "เยาวชน AEC" ที่มีความสามารถด้านการแข่งขันและคิดใคร่ครวญอย่าง “พลเมืองโลก"
ตั้งวงสนทนากับนักเรียนมัธยมปลายของเราในต่างจังหวัดแล้ว ได้ความเชื่อมั่นว่าพวกเขาและเธอ มีความพร้อมที่จะปรับวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ เป็น "Global Citizens" หรือคิดนอกกรอบของนักเรียนต่างจังหวัด ที่มีความหวาดหวั่นมาตลอดเวลา ว่า ไม่สามารถจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนวัยเดียวกันในประเทศอื่นของอาเซียนได้
ผมถามว่ามีใครไม่มีหน้า Facebook ของตัวเองบ้าง ไม่มีใครยกมือแม้แต่คนเดียว
ผมถามว่าถ้านักเรียนมัธยมปลายของอาเซียน 10 ประเทศ นั่งล้อมวงกัน คิดว่าใครจะเป็นคนแรกที่จะยกมือตั้งคำถามหรือแสดงความเห็น
เด็กไทยเห็นพ้องกันว่า เด็กสิงคโปร์ จะกล้าแสดงตนในที่สาธารณะมากที่สุด เพราะว่าภาษาอังกฤษคล่องแคล่วกว่า และระบบการศึกษาของการกระตุ้นให้คิดอ่านเป็นสากลกว่า
อันดับสองอาจจะเป็นเยาวชนจากมาเลเซีย
แล้วเด็กไทยล่ะ? จะยกมือเป็นคนที่เท่าไร? ส่วนใหญ่ตอบว่าจะเป็นอันดับ 8
ถามว่าทำไม? นักเรียนมัธยมปลายไทยส่วนใหญ่รู้ว่าเขาสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า มาตรฐานการศึกษาของไทยเราอยู่อันดับที่ 8 เหนือเพียงแต่พม่าและลาวเท่านั้น และแพ้กัมพูชาด้วยซ้ำ
ผมถามนักเรียนว่า “อย่างนี้เรายอมได้ไหม?”
พวกเขาและเธอ ส่งเสียงพร้อมๆ กันว่า “ไม่ยอม!”
ผมถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไร เราจึงจะไม่อยู่อันดับใกล้ๆ บ๊วย? นักเรียนไทยนิ่งอึ้ง มีเสียงซุบซิบ แต่ไม่มีใครยกมือขึ้นแสดงความเห็น
นี่คือ ภาวะความมุ่งมั่นแต่ไม่มั่นใจของเยาวชนไทยวันนี้ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผมต้องตระเวนบอกกล่าวกับนักเรียนไทยทั่วทั้งประเทศ ว่า เราจะยอมรับสถานภาพเช่นนี้ไม่ได้ และจะต้องทำอะไรมากไปกว่าเพียงแค่บอกว่า “เราไม่ยอม”
นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีศักยภาพที่จะก้าวสู่ความเป็น Global Citizens ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ความรู้ความสามารถอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แพ้ใคร แต่เพราะว่าบรรยากาศของการไม่กล้าแสดงออก และไม่คล่องแคล่วในการนำเสนอความคิดความอ่านของตน จึงทำให้มีอาการพะว้าพะวัง เห็นเด็กชาติอื่นที่คล่องภาษาอังกฤษมากกว่าแล้วเกิดความลังเล ไม่มั่นใจในตนเอง
นี่คือ จุดอ่อนที่ผมเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยจะต้องแก้อย่างเร่งด่วน และเรามีเวลาอีกไม่มากนักในการที่จะปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนเพื่อไม่ให้ตกอันดับไปมากกว่านี้
นั่นหมายถึง การยกเครื่องหลักสูตรการเรียนการสอน การเน้นการแสดงออกมากกว่าการท่องจำ และตอกย้ำการเรียนรู้ด้วยวิธีปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี
คุณภาพอาจารย์ในทุกระดับจะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน บรรยากาศการเรียนการสอนจะต้องเป็นกันเอง และระบบ “flipped classroom” จะต้องนำมาใช้อย่างเป็นระบบ
นั่นหมายถึง การให้ห้องเรียนเป็นที่ถกแถลงระหว่างนักเรียน โดยมีครูเป็น coach ไม่ใช่เป็น “คุณครู” ในความหมายโบราณที่อ่านตำราหน้าห้องเรียนให้นักเรียนจดตาม และท่องศัพท์แสงตามไวยากรณ์ในวิชาภาษาต่างประเทศ
จากการสัมผัสด้วยตนเอง ผมรับรู้ได้ถึงความกระตือรือร้นของนักเรียนมัธยมในต่างจังหวัด ที่จะแสวงหาความรู้สมัยใหม่ การใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นปัญหา หากทางการจะทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นเรื่องมีลำดับความสำคัญสูงกว่าที่เป็นอยู่
เอกชนไทย โดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ๆ ระดับประเทศ ที่คิดว่าการทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” เป็นเพียงการทำข่าวให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี จะต้องปรับความคิดและนโยบายใหม่ ด้วยการส่งเสริมการศึกษาในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพื่อยกระดับของมาตรฐานการศึกษา ที่จะผลิต “อนาคตของประเทศ” อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
ผมจึงจบการพบปะกับนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนต่างจังหวัด ด้วยการให้ทุกคนประกาศพร้อมๆ กัน ด้วยเสียงอันดังว่า "Yes, We Can!"
เยาวชนไทย...พร้อมสำหรับการท้าทาย, ประเทศไทยพร้อมหรือไม่?






