วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Yes, We Can!

ผมเดินสายพูดคุยกับนักเรียนมัธยมปลาย ทางเหนือของประเทศในระยะหลังนี้ ตั้งใจจะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ของเรา

ตระเตรียมตัวและใจ พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของ "เยาวชน AEC" ที่มีความสามารถด้านการแข่งขันและคิดใคร่ครวญอย่าง “พลเมืองโลก"

ตั้งวงสนทนากับนักเรียนมัธยมปลายของเราในต่างจังหวัดแล้ว ได้ความเชื่อมั่นว่าพวกเขาและเธอ มีความพร้อมที่จะปรับวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ เป็น "Global Citizens" หรือคิดนอกกรอบของนักเรียนต่างจังหวัด ที่มีความหวาดหวั่นมาตลอดเวลา ว่า ไม่สามารถจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนวัยเดียวกันในประเทศอื่นของอาเซียนได้

ผมถามว่ามีใครไม่มีหน้า Facebook ของตัวเองบ้าง ไม่มีใครยกมือแม้แต่คนเดียว

ผมถามว่าถ้านักเรียนมัธยมปลายของอาเซียน 10 ประเทศ นั่งล้อมวงกัน คิดว่าใครจะเป็นคนแรกที่จะยกมือตั้งคำถามหรือแสดงความเห็น

เด็กไทยเห็นพ้องกันว่า เด็กสิงคโปร์ จะกล้าแสดงตนในที่สาธารณะมากที่สุด เพราะว่าภาษาอังกฤษคล่องแคล่วกว่า และระบบการศึกษาของการกระตุ้นให้คิดอ่านเป็นสากลกว่า

อันดับสองอาจจะเป็นเยาวชนจากมาเลเซีย

แล้วเด็กไทยล่ะ? จะยกมือเป็นคนที่เท่าไร? ส่วนใหญ่ตอบว่าจะเป็นอันดับ 8

ถามว่าทำไม? นักเรียนมัธยมปลายไทยส่วนใหญ่รู้ว่าเขาสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า มาตรฐานการศึกษาของไทยเราอยู่อันดับที่ 8 เหนือเพียงแต่พม่าและลาวเท่านั้น และแพ้กัมพูชาด้วยซ้ำ

ผมถามนักเรียนว่า “อย่างนี้เรายอมได้ไหม?”

พวกเขาและเธอ ส่งเสียงพร้อมๆ กันว่า “ไม่ยอม!”

ผมถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไร เราจึงจะไม่อยู่อันดับใกล้ๆ บ๊วย? นักเรียนไทยนิ่งอึ้ง มีเสียงซุบซิบ แต่ไม่มีใครยกมือขึ้นแสดงความเห็น

นี่คือ ภาวะความมุ่งมั่นแต่ไม่มั่นใจของเยาวชนไทยวันนี้ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผมต้องตระเวนบอกกล่าวกับนักเรียนไทยทั่วทั้งประเทศ ว่า เราจะยอมรับสถานภาพเช่นนี้ไม่ได้ และจะต้องทำอะไรมากไปกว่าเพียงแค่บอกว่า “เราไม่ยอม”

นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีศักยภาพที่จะก้าวสู่ความเป็น Global Citizens ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ความรู้ความสามารถอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แพ้ใคร แต่เพราะว่าบรรยากาศของการไม่กล้าแสดงออก และไม่คล่องแคล่วในการนำเสนอความคิดความอ่านของตน จึงทำให้มีอาการพะว้าพะวัง เห็นเด็กชาติอื่นที่คล่องภาษาอังกฤษมากกว่าแล้วเกิดความลังเล ไม่มั่นใจในตนเอง

นี่คือ จุดอ่อนที่ผมเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยจะต้องแก้อย่างเร่งด่วน และเรามีเวลาอีกไม่มากนักในการที่จะปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนเพื่อไม่ให้ตกอันดับไปมากกว่านี้

นั่นหมายถึง การยกเครื่องหลักสูตรการเรียนการสอน การเน้นการแสดงออกมากกว่าการท่องจำ และตอกย้ำการเรียนรู้ด้วยวิธีปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี

คุณภาพอาจารย์ในทุกระดับจะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน บรรยากาศการเรียนการสอนจะต้องเป็นกันเอง และระบบ “flipped classroom” จะต้องนำมาใช้อย่างเป็นระบบ

นั่นหมายถึง การให้ห้องเรียนเป็นที่ถกแถลงระหว่างนักเรียน โดยมีครูเป็น coach ไม่ใช่เป็น “คุณครู” ในความหมายโบราณที่อ่านตำราหน้าห้องเรียนให้นักเรียนจดตาม และท่องศัพท์แสงตามไวยากรณ์ในวิชาภาษาต่างประเทศ

จากการสัมผัสด้วยตนเอง ผมรับรู้ได้ถึงความกระตือรือร้นของนักเรียนมัธยมในต่างจังหวัด ที่จะแสวงหาความรู้สมัยใหม่ การใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นปัญหา หากทางการจะทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นเรื่องมีลำดับความสำคัญสูงกว่าที่เป็นอยู่

เอกชนไทย โดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ๆ ระดับประเทศ ที่คิดว่าการทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” เป็นเพียงการทำข่าวให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี จะต้องปรับความคิดและนโยบายใหม่ ด้วยการส่งเสริมการศึกษาในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพื่อยกระดับของมาตรฐานการศึกษา ที่จะผลิต “อนาคตของประเทศ” อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ผมจึงจบการพบปะกับนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนต่างจังหวัด ด้วยการให้ทุกคนประกาศพร้อมๆ กัน ด้วยเสียงอันดังว่า "Yes, We Can!"

เยาวชนไทย...พร้อมสำหรับการท้าทาย, ประเทศไทยพร้อมหรือไม่?