เห็นภาพธงชาติอเมริกันลดครึ่งเสา ที่ทำเนียบขาวที่วอชิงตันเมื่อวาน เพื่อไว้อาลัยการจากไปของ เนลสัน แมนเดลลา
แห่งแอฟริกาใต้ในวัย 95 แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือ คนที่ทั้งโลกต้องยอมรับว่าเป็นผู้นำสากลจริง ๆ
แมนเดลลา พูดเสมอว่า เขาไม่ใช่เป็นคนวิเศษ เขาเป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ มีความล้มเหลว มีความผิดพลาด แต่เขานักปรองดองที่น่าทึ่ง พร้อมจะให้อภัยศัตรู และเชิญคนที่ยืนอยู่คนละข้างทางการเมือง มานั่งบนโต๊ะเพื่อการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
หนังเรื่อง The Long Road to Freedom ที่ออกมาในช่วงนี้ สะท้อนถึงเบื้องหลังของชีวิตของการดิ้นรนต่อสู้ที่กล้าหาญ และไม่ยอมพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคเสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม
แมนเดลลา เดินเข้าคุกอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมต่อรอง ไม่ขอความเห็นใจจากศัตรู เพราะเขาเชื่อว่าการจะทำลายกฎกติกาข่มเหงรังแกคนผิวดำที่เรียกว่า Apartheid นั้นต้องต่อสู้ด้วยอหิงสาและอารยะขัดขืนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหากใช้กำลังและความรุนแรง ก็เข้าทางผู้ปกครองที่เป็นผิวขาวซึ่งปกครองด้วยกฎหมายในรัฐสภา มีเสียงข้างมากเป็นคนข้างเดียวกันเท่านั้น
เขาติดคุก 27 ปี ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นที่รักใคร่นับถือทั่วโลก ผลงานของเขาได้อิทธิพลจากมหาตะมะ คานธีแห่งอินเดีย และเป็นแบบอย่างการต่อสู้กับเผด็จการทางการเมืองในทุกมุมโลก รวมถึงอองซานซูจีแห่งพม่า
แมนเดลลาได้รับการปล่อยตัวจากคุกเมื่อปี 1990 และสี่ปีต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คนผิวดำมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เขาได้รับคะแนนล้นหลาม เป็นผู้นำสีผิวคนแรกของประเทศ ที่มีเจ้าของเป็นคนผิวดำแต่ถูกคนผิวขาวปล้นสิทธิ์การปกครองประเทศมาตลอด
อีกห้าปีต่อมา เขาลงจากตำแหน่งหลังจากรับใช้ประเทศเพียงสมัยเดียว และขอเกษียณจากการเมืองและชีวิตสาธารณะ ดำรงชีวิตแบบ “สูงสุดคืนสู่สามัญ” อย่างแท้จริง
ผมยังจำประโยคที่แมนเดลลาแถลงต่อศาลวันที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เป็น “กบฏ” ล้มล้างรัฐบาลผิวขาวด้วยน้ำเสียงของนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แห่งความถูกต้องของมนุษย์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของสีผิว
“ข้าพเจ้าได้ต่อสู้ตลอดชีวิตต่อต้านการครอบงำของคนผิวขาว และข้าพเจ้าก็ได้ต่อต้านการครอบงำของคนผิวดำ ข้าพเจ้าได้ต่อสู้เพื่อสังคมเสรีและประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมานฉันท์และมีโอกาสเท่าเทียมกัน นั่นเป็นอุดมการณ์ที่ข้าพเจ้าหวังจะต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมาย และหากจำเป็น ข้าพเจ้าก็พร้อมจะพลีชีวิตเพื่อมัน...”
"During my lifetime I have dedicated myself to the struggle of the African people. I have fought against white domination, and I have fought against black domination. I have cherished the ideal of a democratic and free society in which all persons live together in harmony and with equal opportunities. It is an ideal which I hope to live for and to achieve. But if needs be, it is an ideal for which I am prepared to die."
สังเกตว่าเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือคนผิวสีใดสีหนึ่ง แต่เขาอยู่เหนือความขัดแย้งเรื่องของ “สี” เพราะเป้าหมายแห่งชีวิตที่แท้จริงนั้นคือ เนื้อหาสาระแห่งสังคมของความเป็นธรรมและเสรีภาพที่ทุกคนเท่าเทียมกัน
ชัยชนะของเขาไม่ได้อยู่ที่การเผชิญหน้าหรือปะทะกับศัตรู หากแต่อยู่ที่การให้อภัยและสร้างความปรองดอง
เขาพร้อมจะทำงานกับคนผิวขาวเพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า แทนที่จะจมปลักอยู่กับความขัดแย้งแต่หนหลัง
เขาใช้รักบี้ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ เป็นเครื่องมือสานความสัมพันธ์ระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ โดยเฉพาะเมื่อประเทศแอฟริกาใต้ได้รับเป็นเจ้าภาพแข่งรักบี้ระดับโลกเมื่อ 1995
มันเป็นที่มาของทีมชาติรักบี้แอฟริกาใต้ Invictus ที่สามารถคว้าชัยชนะมาได้ จากการแปรความแตกต่างมาเป็นพลังของชาติที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทุกประการได้
ความยิ่งใหญ่ของ เนลสัน แมนเดลลา จึงอยู่ที่ความมุ่งมั่น, ทุ่มเท, เสียสละ, ต่อสู้...และที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดคือ การสร้างความปรองดองที่แท้จริง ไม่มีผลประโยชน์ของตนหรือกลุ่มของตนมาเกี่ยวข้อง ละอำนาจ สละผลประโยชน์ ไม่ยึดตำแหน่ง เพราะหากตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ก็ย่อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออกได้
เขาคือคนจริงที่คนยกย่องได้ทั้งโลก เพราะมนุษย์เราเมื่อจากไปผู้คนไม่สนใจว่าเขาร่ำรวยเพียงใด เขามีอำนาจแค่ไหน เขาเคยเป็นตำแหน่งอะไร
โลกจะจำได้เพียงอย่างเดียว...เขาทำความดีอะไรที่ผู้คนจะจดจำได้เท่านั้น






