วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟ้าโน้มชโลมดิน ประทินธรรมให้ทวยราษฎร์

ย้อนหลังไปร่วมๆ 30 กว่าปีก่อน เมื่อตอนเด็กๆ เท่าที่จำความได้ วันหนึ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้ทราบข่าวว่า ในหลวงจะเสด็จผ่านโดยทางรถไฟ

มุ่งสู่สุดชายแดนด้ามขวานทอง

แม้รู้ว่า รถไฟขบวนนี้จะไม่ได้จอดที่สถานีที่เรียกว่าบ้านนอกแห่งหนึ่ง แต่ก็เป็นเด็กคนหนึ่งในหมู่คนจำนวนมากที่ไปเฝ้ารอเพื่อชื่นชมพระบารมี

เป็นความรู้สึกบริสุทธิ์ของเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นอ่านหนังสือกอไก่ถึงฮอนกฮูกไปตามเรื่อง ยังไม่เข้าใจว่า พระบารมีนั้นหมายถึงอะไร และทั้งๆ ที่ทราบดีว่า รถไฟขบวนนี้จะไม่จอดและไม่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่าน แต่ความรู้สึกตอนนั้นเพียงแค่อยากเห็นในหลวง

รถไฟวิ่งผ่านสถานีด้วยความเร็วสูง แต่ละคนที่เฝ้ารอรับเสด็จต่างก็คาดเดากันไปว่า ในหลวงจะนั่งอยู่ในโบกี้ไหน

ในตอนนั้นและในเวลาต่อๆ มา เกิดความสงสัยว่า ทำไม ในหลวง ต้องลำบากลำบนเสด็จไปเหนือไปใต้ จากเชียงรายจรดนราธิวาส เสด็จไปตะวันเฉียงเหนือไปตะวันตก จากอุบลราชธานีจนถึงกาญจนบุรี ไปทุกๆ ที่ของแผ่นดินไทย จนอาจเรียกได้ว่า พระองค์ท่านเป็นคนไทยที่เดินทางในประเทศรวมเป็นระยะทางมากที่สุดก็ว่าได้

คำตอบสั้นๆ เพราะ ในหลวง รักประชาชน เพราะพระองค์ทรงห่วงใยความทุกข์ยากของประชาชนเป็นความรู้สึกจริงๆ ของพระองค์ท่านที่คนไทยประจักษ์แจ้ง

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ในหลวงจะไม่สามารถเสด็จเยี่ยมราษฎรได้ครบทั่วทุกตำบล แต่พื้นที่ไทยทุกตารางนิ้วก็รู้สึกและรับรู้ถึงพระบารมีของพระองค์ท่านอย่างทั่วถึง

เป็นพระบารมีจริงแท้ที่สุดที่เกิดจากความรักความห่วงใยที่พระองค์ท่านทรงทุ่มเทให้กับราษฎรไทยมาตลอดกว่า 60 ปี

ในช่วงที่ประเทศประสบกับความแตกแยกทางการเมืองอย่างหนักหนานับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา อย่างน้อยที่สุด คนไทยเราโชคดีมากๆ ประการหนึ่งที่ได้เห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์

ที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง หลายๆ ภาพเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เป็นภาพแห่งพระราชกรณียกิจที่เป็นบ่อเกิดของพระบารมีอย่างแท้จริง และทำให้คนไทยได้ประจักษ์แจ้งว่า พระองค์ท่าน คือ “ผู้ปิดทองหลังพระ” ของคนไทยทั้งประเทศจริงๆ ตลอดระยะกว่า 5 ทศวรรษ

ถ้าหากเราคนไทยไม่มีในหลวง บางทีประเทศไทยในวันนี้อาจจะไม่ใช่หรือเป็นเหมือนเช่นวันนี้จริงๆ ที่เราเห็นก็เป็นได้

ภาพหลายต่อหลายภาพ ทำให้คนไทยได้ประจักษ์แจ้งประจักษ์จริงว่า ถึงแม้ว่า จะเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่พระองค์ท่านกลับไม่ได้ทรงถือพระองค์แต่ประการใด บ่อยครั้งที่ในหลวงทรงน้อมพระวรกายเพื่อรับฟังเสียงของประชาชนด้วยพระองค์เอง บางครั้งพระองค์ท่านทรงประทับนั่งราบกับพื้นโดยไม่ถือพระองค์เพื่อประทินธรรมให้ทวยราษฎร

สำหรับคนไทยแล้ว การได้เห็นภาพในหลวง ทรงน้อมพระวรกายจนพระเศียรใกล้จนถึงระดับเดียวกับศีรษะของราษฎรที่นั่งเข้าเฝ้า และได้เห็นภาพที่พระองค์ทรงประทับนั่งราบกับพื้นทั้ง “รับฟัง” และ “ชี้แนะ” ราษฎร เป็นภาพที่น่าประทับใจเป็นที่สุดจนยากเกินจะบรรยาย เป็นภาพที่สะท้อนให้พระบารมี “ปกเกล้าปกกระหม่อม” ที่มีพลังอย่างแท้จริง เป็นพลังที่งดงามเป็นที่สุด

หากอุปมาแล้ว พระบารมีของในหลวง เป็นเหมือนออกซิเจนที่(อาจ)มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่มีคุณค่ามหาศาล เพราะเราหายใจด้วยออกซิเจนอยู่ทุกเมื่อเชื่อนาทีเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตจนเป็นความเคยชินและลืมนึกถึงบุญคุณของออกซิเจนไปโดยปริยาย ตราบจนกระทั่งเมื่อเราขาดออกซิเจนถึงขั้นความเป็นความตาย เมื่อนั้นเราจึงถามหาออกซิเจนและสำนึกในคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตมนุษย์เราจะขาดออกซิเจนไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน โดยธรรมชาติแล้ว ออกซิเจนก็ไม่มีคุณสมบัติเป็นพิษเป็นภัยอะไรต่อชีวิตหนึ่ง

ถึงที่สุดแล้ว ตลอดช่วงระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์และสะท้อนให้เห็นว่า ในหลวงไม่เคยสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ทวยราษฎร์เลย มีแต่บำบัดทุกข์บำรุงสุข คุณประโยชน์อย่างเหลืออนันต์ที่พระองค์ท่านมีต่อคนไทยและแผ่นดินไทยสะท้อนให้เห็นผ่านทางพระกรณียกิจและพระบารมีของพระองค์ท่านอย่างชัดเจน

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน