ผมได้รับเกียรติจากคณะทำงาน "ส่องสื่อไทย : จากในสู่นอก" (มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ : Media Inside Out Group : MIO) ให้ร่วมแสดงความคิดเห็น
ในการเสวนาเรื่อง “การเมืองของข้อมูลข่าวสาร” การพูดเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญในสังคมปัจจุบัน หรือในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงเช่นนี้
การทำความเข้าใจเรื่อง "การเมืองของข้อมูลข่าวสาร" ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าเฉพาะตัวข้อมูลข่าวสารปลีกๆ นั้นไม่มีความหมายอะไร แต่ข้อมูลหนึ่งๆ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกทำให้เชื่อมต่อกับข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในสมอง/วิธีคิด/ระบบความรู้สึกของเรา ขณะเดียวกันกระบวนการเชื่อมข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เป็นผลผลิตมาจากความสัมพันธ์ทางสังคมหลายด้านที่ประกอบกันขึ้นมา
ภาพหนึ่งภาพที่ปรากฏอยู่ในสายตาของคนที่อยู่ในสถานะทางเศรษฐกิจสังคมที่ต่างกันจะส่งความหมายแตกต่างกันไป เพราะกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลจะดึงเอาภาพที่พบเห็นใหม่นั้นเชื่อมเข้ากับคลังข้อมูลเก่าที่เก็บเอาไว้ตลอดชีวิตของคนคนนั้นหรือคนกลุ่มนั้น ซึ่งก็ทำให้ "ความหมายของภาพใหม่" สอดคล้องไปกับการรับรู้ความหมายแบบเดิม
การเมืองของข้อมูลข่าวสารจึงสัมพันธ์อยู่กับโครงสร้างทางสังคมในหลายมิติ โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจของรัฐและโครงสร้างอำนาจ “วัฒนธรรม” ของสังคม เพราะโครงสร้างทั้งสองมีพลังในการให้และกำกับ “ความหมาย” พร้อมกับสร้างระบบการ “จัดการ” ข้อมูลข่าวสารเพื่อรักษา “ความหมาย” รวมไปถึงการ “ควบคุม” ข้อมูลข่าวสาร-การไหลเวียน/การกระจาย ฯลฯ
การให้และการกำกับความหมายของข้อมูลข่าวสารเป็นกระบวนการที่สำคัญมากที่สุด เพราะการสร้างความหมายและ “ฝัง” เอาไว้ในระบบความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคมจะทำให้โอกาสในการเชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ อื่นๆ ให้เกิดความหมายใหม่เกิดขึ้นได้ยาก นั่นก็หมายความว่าหากกำกับความหมายของข้อมูลได้ก็ย่อมที่จะสามารถควบคุมสังคมได้
พร้อมกันนั้น การสร้างระบบการ “จัดการ” ข้อมูลข่าวสารและการ “ควบคุม” การไหลเวียนของข้อมูล ซึ่งไม่ได้ใช้เฉพาะอำนาจรัฐเท่านั้น หากแต่ให้อำนาจทางวัฒนธรรมเป็นพลังในการจัดการและควบคุม
ในช่วงเวลาหนึ่ง ความประสาน/สอดคล้องกับระหว่างอำนาจรัฐกับอำนาจวัฒนธรรมก็จะทำให้เกิดระบอบของอารมณ์ความรู้สึก (Regime of Emotion) ชุดหนึ่งที่ทำหน้าที่จรรโลงสังคมให้ดำเนินต่อไปได้ ด้วยการสร้างระบบความรู้สึก “ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี” ให้ซึมเข้าไปสู่ส่วนลึกของผู้คนในสังคม (ความรู้สึกผิดเป็นหลักของจริยธรรมที่จรรโลงสังคมมนุษย์)
ข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนไปมาในสังคมจึงเป็นพลังในการจรรโลงสังคมหนึ่งๆ ให้ดำรงอยู่ แต่เมื่อใดที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมเศรษฐกิจ จนเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างอำนาจรัฐกับอำนาจวัฒนธรรม อันทำให้ความรู้สึก “ผิด-ชอบ-ชั่ว- ดี” ถูกตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยในความผิด ความชอบ ความชั่ว ความดี ก็จะนำมาสู่เกิดการใช้อำนาจรัฐเข้ามา “จัดการ” และ "ควบคุม" มากขึ้น
การเมืองของข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงเข้มข้นมากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดสังคมแยกย่อยขึ้น เพราะคนแต่ละกลุ่มที่ทำงานแตกต่างกันได้จับกลุ่มเฉพาะกลุ่มตนมากขึ้น พร้อมกันนั้น ก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมสูงมากขึ้น การเลื่อนชนชั้นและการเกิดชนชั้นย่อยทวีเพิ่มขึ้น (High Mobilization) ซึ่งการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่ยอมให้เกิดการเลื่อนชนชั้นทางวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดความตึงเครียดสูงมากขึ้นตามไปด้วย (High Tension) และภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้แต่ละคนแต่ละกลุ่มรับรู้ถึงความไม่มั่นคงของสถานะของตนเอง จึงส่งผลให้เกิดสภาวะการใช้อารมณ์ในการจัดการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น (High on Emotion)
ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ทำให้คนแต่ละกลุ่มแต่ละชั้นได้สร้างระบบความหมายของตนขึ้นมาแตกต่างกันออกไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ สังคมไทยในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงทาง “วัฒนธรรม” สูงขึ้น จนทำให้โครงสร้างทางวัฒนธรรมเดิมนั้นเริ่มหมดพลังในการให้และกำกับ “ความหมาย” ของข้อมูลข่าวสาร เราจึงเห็นการใช้อำนาจรัฐในการกำกับข้อมูลข่าวสารเข้มข้นมากขึ้น ตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐ/อำนาจศาลในการตัดสินว่าการกล่าวพาดพิงถึงสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นความผิดในฐานะ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
การคิดเรื่อง “ข้อมูลข่าวสาร” ที่เพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ผู้คน จึงไม่ใช่แค่การแก้ไขการขาดแคลนหรือเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร หากแต่เป็นเรื่องของการทำให้ผู้คนเข้าใจ/มองเห็นถึงสายใยที่เชื่อมโยง “ข้อมูล” ต่างๆ ที่เป็นผลมาจากโครงสร้างที่ร้อยรัดผู้คนอยู่ เพื่อที่จะทำให้ผู้คนตระหนักว่าการตัดสินใจของพวกเขาในวันนี้เป็นผลมาจากการถูกทำให้ต้องตัดสินใจไปอย่างนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจตามเจตนารมณ์เสรีอย่างที่เขาคิดและเชื่อกัน
ความจำเป็นในวันนี้ ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพในการตัดสินใจของผู้คนในสังคม ไม่ว่าสังกัดอยู่ในกลุ่มเสื้อสีอะไร เพราะในวังวนความขัดแย้ง เราถูก “ตัดสินใจแทน” โดยชนชั้นนำ แต่เรากลับไม่รู้สึกตัวว่าถูกริบการตัดสินใจไปแล้ว การคืนการตัดสินใจให้แก่ผู้คนและสังคมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง









