วันนี้เป็นวันมหามงคลเนื่องในวโรกาสครบรอบวันเฉลิมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งและเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ
จึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทยร่วมกันทรงถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และผู้จาบจ้วงสถาบันจงแพ้ภัยตนเองไป
ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ประชาชนมหาศาลจำนวนนับล้านออกมาชุมนุมกันขับไล่รัฐบาลนี้ เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐบาลเองที่ไม่ได้บริหารประเทศตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) 6 ประการอันประกอบไปด้วย หลักนิติรัฐ หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหลักใดข้างต้น
รัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาบริหารประเทศมาเป็นเวลา 2 ปีเศษ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้รับโอกาสการทำงานจากประชาชน แต่น่าเสียดายยิ่งที่วันเวลาที่ผ่านไป ความนิยมต่อตัวเธอกลับเสื่อมถอยลงตามลำดับและกลายเป็นความเกลียดชัง ดูถูกดูแคลน และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา จากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า “น.ส.ยิ่งลักษณ์ บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้คุณธรรม ไร้ความผิดชอบต่อสภาและประชาชน ลอยตัวหนีปัญหา กระทำการไม่บังควร สมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้อง ก้าวก่ายสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยทั้งนิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ มุ่งแก้ไขปัญหาบุคคลในครอบครัวมากกว่าประชาชน
นอกจากนี้ มีพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริตจงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายต่อต้านการทุจริตเป็นเพียงละครปาหี่ไม่มีผลทางปฏิบัติจริงกลายเป็นยุคที่การทุจริตเบ่งบานที่สุดในประวัติศาสตร์อีกทั้งยังมีการวางแผนออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบที่ซับซ้อนแยบยล ปล่อยให้บุคคลในครอบครัวกดปุ่มสั่งการตามอำเภอใจทุกรูปแบบ เหมือนประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหลายคน นายกฯและครอบครัวกลายเป็นผู้สร้างปัญหาและเป็นตัวปัญหาของประเทศ การทุจริตกระจายไปทุกหย่อมหญ้า”
ข้อเรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มจากการต่อต้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งที่มีการใช้เสียงข้างมากในการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ในเวลาประมาณเกือบ 05.00 น ของคืนวันที่ 31 ตุลาคม จนในที่สุดได้ขยายเป็นการล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย จะเห็นได้ว่าจากทั้งการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร และจากเวทีผู้ชุมนุมนั้นได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของบริหารงานของรัฐบาลนั้นมิได้ทำให้รัฐบาลมีความรู้สึก และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศ ที่ถูกประณามให้อัปยศและเสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูลที่หากเป็นวิญญูชนและนักการเมืองที่มีความละอายแล้วก็คงลาออกและฆ่าตัวตายไปนานแล้ว
ตัวอย่าง กรณีที่ความเสียหายได้ปรากฏประจักษ์ชัดเจน เช่น ความล้มเหลวเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินไปแล้วมากกว่า 500,000 ล้านบาท โดยเงินส่วนน้อยตกถึงมือชาวนาแต่เงินส่วนใหญ่ได้ถูกทุจริตคอร์รัปชันตกไปอยู่ในมือนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจของนักการเมือง ความสูญเสียดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไรจะต้องมีผู้ที่รับผิดชอบ ที่รวมไปถึงนายกรัฐบนตรีที่เป็นประธานคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ และเป็นประมุขฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
คำตอบของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีอภิปรายเรื่องการทุจริตข้าวถุงของ อคส. ง่ายๆ เพียงว่าไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นและหากมีการทุจริตก็เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ และนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเป็นฝ่ายนโยบายเป็นการโยนความความผิดให้กับข้าราชการ
รวมไปถึงตัวพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการลุกขึ้นต่อต้านครั้งใหญ่ของประชาชนทั่วประเทศ ที่มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาจากเดิมที่นิรโทษให้เฉพาะกับประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมและก่อความไม่สงบทางการเมืองในช่วงปี 2552-2553 ขยายเป็นให้การนิรโทษกับผู้กระทำความผิดที่ครอบคลุมกลับไปจนถึงปี 2547 จนถึงปี 2556 ให้ครอบคลุมในทุกกรณีความผิดทั้งการทุจริตคอร์รัปชัน การเผา การฆ่า ตลอดจนการทำลายทรัพย์สินที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลไปแล้ว ที่มีเจตนาการละเมิดต่ออำนาจตุลาการในการที่จะช่วยเหลือต่ออดีตนายกรัฐมนตรีให้พ้นผิดอย่างชัดเจน ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแม้จะถูกต้านจนในที่สุดถูกคว่ำไปโดยวุฒิสภา หรือกรณีของแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกที่มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ตกไปเนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ซึ่งการตรากฎหมายที่ไม่ชอบขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรมเหล่านี้ นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สมาชิกผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตนเองด้วย ไม่ใช่การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล






