ค่าเงินบาทของไทยในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท.เปิดเผยออกมาแล้วว่า อ่อนค่าลงมากสุด
เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ประมาณ 3.2% รองจากค่าเงินรูปีย์ที่อ่อนค่าลงประมาณ 6% โดยในส่วนของเงินรูปีย์อ่อนค่าพอจะฟังขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มาอย่างต่อเนื่องแต่กรณีของไทยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ดูจะเป็นปัญหาน้อยกว่าปัจจัยการเมืองที่ตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะช่วงเดือนพ.ย.นั้น มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยรวมประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการไหลออกจากตลาดหุ้นถึง ณ วันที่ 28 พ.ย. ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ และไหลออกจากตลาดพันธบัตรถึง ณ วันที่ 21 พ.ย. อีกประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ในระดับเกิน 32 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าวันนี้ธปท.ยังไม่ได้กังวลใจ เพราะในอดีตเคยมีช่วงที่ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงเร็วและแรงกว่านี้ โดยเฉพาะในปี 2556 เงินบาทไทยมีระดับอ่อนค่าสุด ณ วันที่ 6 ก.ย. อยู่ที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองขยาย บานปลายมากกว่านี้ก็จะส่งผลให้ทิศทางเงินทุนไหลออกมากขึ้น ดังนั้นทั้งภาครัฐบาลและผู้ชุมนุมเองหากจะหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ความห่วงใยของ 7 องค์กรธุรกิจเมื่อวานนี้ ถือว่าน่าสนใจ โดยออกแถลงการณ์ว่า "ร่วมกันขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลภัยและความแตกแยกที่จะมีต่อประเทศชาติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว และภาวะจิตใจ ตลอดจนภาพพจน์ ความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสังคมโลก ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่อย่างยืดเยื้อ ก็จะทำให้ประเทศไทยถูกจัดเป็น “failed state”ทั้งนี้ภาคเอกชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ได้โปรดหาทางออกให้กับประเทศอย่างสันติวิธีโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีเหตุการณ์เสียเลือดเนื้อเช่นนี้อีก อันจะนำความเสียใจอย่างยิ่งมาสู่ประชาชนคนไทย " ทั้งนี้ตัวชี้วัดที่นำมาใช้นั้น โดยพื้นฐานแล้วจะพิจารณาถึงความอ่อนแอของรัฐบาลกลาง หรือความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมดินแดนของตน การขาดการจัดสรรบริการสาธารณะ การก่ออาชญากรรม และการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง การลี้ภัยหรือการย้ายถิ่นฐานอย่างจำเป็นของประชากร หรือสัญญาเตือนของเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง
7 องค์กรที่ออกมาเตือนสติทุกฝ่ายพร้อมข้อเสนอ ประกอบด้วย 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดยภาคเอกชนทั้ง 7 สถาบันมีความเห็นตรงกันในการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และการกระทำที่นำไปสู่อุบัติการณ์ที่ร้ายแรง พร้อมข้อเสนอ 4 ข้อ1. ภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยยึดถือหลักการของกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตามหลักของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี 2. ปัญหาข้อขัดแย้งควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรงหรือการกระทำที่ไม่เคารพกฎหมายและกติกาประชาธิปไตย ทั้งนี้ ภาคเอกชน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนแก่ทุกๆ ฝ่าย ที่ได้ริเริ่มให้มีการเจรจากันแล้ว และยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทุกทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน3. การแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย และ4. ภาคเอกชน เห็นว่าหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่สันติ คือการทำตามกติกาโดยหาทางออกในวิถีประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในลักษณะเดิมภายหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา โดยกกร.พร้อมเสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่าย
เราเห็นว่าความห่วงใยของภาคธุรกิจและข้อเสนอทั้ง 4ข้อของเอกชนเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรเก็บไปคิดและหาทางออก เพราะทุกความขัดแย้งบทสรุปทั้งหลายอยู่ที่การเจรจา มิใช่สงคราม เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องยอมถอยในจุดยืนของตัวเองบางส่วน แต่ต้องไม่ทิ้งจุดยืนสำคัญผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากยังเกิดความขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ประเทศไทยก็จะเดินไปสู่" failed state” ดังนั้นถึงวันนี้ยังพอมีเวลาสกัดกั้นก่อนที่ประเทศจะวิกฤติจนยากจะเยียวยา






