สถานการณ์ทางการเมือง ที่เริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้น แต่ละฝ่ายต่างงัดยุทธวิธีที่จะตอบโต้กันและกัน
ขณะที่ทางออกของประเทศไทยเป็นคำถามที่หลายคนพยายามที่จะหาคำตอบ ทว่าก็ยังมองไม่เห็นคำตอบสุดท้าย ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ และอย่างไร คงทำได้เพียงภาวนาว่าอย่าให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายไปกว่านี้
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ ชาวม็อบที่ไปชุมนุมกันเป็นครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครองที่นำลูกเด็กเล็กแดงไปร่วมเวทีม็อบด้วยนั้น แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในจุดที่ล่อแหลมหรืออันตราย แต่ในห้วงสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงและไม่ปกติอย่างนี้ สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บวกกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อเด็ก
ล่าสุดเครือข่ายคุ้มครองเด็ก โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กให้ข้อมูลว่า มีเด็กมาร่วมชุมนุมที่บริเวณราชดำเนินหลายร้อยคน แม้ว่าจะมีการแนะนำให้ผู้ปกครองพากลับบ้านและพยายามให้แกนนำบนเวทีประกาศ แต่ดูเหมือนไม่ได้รับความสนใจ
"เราพยายามเตือนผู้ปกครองที่นำเด็กมาร่วมชุมนุมนั้น ให้นำเด็กต่ำกว่า 15 ปีออกจากพื้นที่โดยด่วน"
ประธานมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กให้เหตุผลว่า การนำเด็กมาร่วมประท้วงนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทางร่างกายที่เด็กอาจมีปัญหาด้านสุขภาพอนามัย, อันตรายจากแก๊สน้ำตา ,ความสกปรกจากสิ่งแวดล้อม และอาหารการกินที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการพักผ่อนนอนไม่เพียงพอ ส่วนทางจิตใจ การชุมนุมมีการปลุกเร้าผู้ชุมนุมด้วยการใช้คำรุนแรง คำพูดเหล่านี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อจิตใจเด็ก ทำให้เด็กฝังใจ เช่น กบฏ, ผู้ก่อการร้าย คำเหล่านี้ ผู้ใหญ่อาจคุ้นเคย แต่เด็กไม่ควรได้ยินซ้ำๆ
ตลอดจนการที่เด็กเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงของผู้ใหญ่ การใช้ระเบิดปิงปองและแก๊สน้ำตา ถือเป็นการทารุณกรรมเด็กประเภทหนึ่ง จึงอยากขอร้องให้ผู้ปกครองพาเด็กออกจากพื้นที่ชุมนุมทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อไหร่
ก่อนหน้านี้ทางกรมสุขภาพจิตได้ออกมาแนะนำเช่นกันว่าไม่ควรพาเด็กไปร่วมชุมนุม เพราะสภาพแวดล้อมบริเวณที่ชุมนุมไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เนื่องจากมีทั้งเรื่องเสียงและคำพูดที่ไม่เหมาะสม
สอดคล้องกับ พญ.ปราณี เมืองน้อย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่บอกว่าเด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรม มากกว่าคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นทุกๆ การกระทำ ทุกๆ คำพูดของพ่อแม่ เด็กๆ จะซึมซับและจดจำ แม้บางครั้งอาจไม่เข้าใจความหมายก็ตาม แต่เด็กสามารถจับอารมณ์และน้ำเสียงได้ ทุกครั้งที่พูด การควบคุมอารมณ์และระวังคำพูดต่อหน้าเจ้าตัวน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หลังจากนี้ แม้จะยังหาทางออกของประเทศไม่ได้ แต่สิ่งที่พอแม่ ผู้ปกครองจะต้องให้ความสำคัญคือ เด็กที่เป็นลูกหลานของท่านเอง เพราะเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในภายภาคหน้า....






