ท่ามกลางอุณหภูมิอันร้อนรุ่มทางการเมือง และความเครียดของทุกฝ่าย
โดยยังไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมบ้านเมืองจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ผมขอนำคุณผู้อ่าน ออกไปจากบรรยากาศการเมืองชั่วขณะ
เข้าสู่เรื่องราวใกล้ตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้มากขนาดบรรจุอยู่ในกระเป๋าและอยู่ในมือของเราทุกคน สิ่งนั้นคือสมาร์ทโฟน กับการใช้ไลน์
ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ครั้งหนึ่งเรื่อง “เราอยู่ด้วยกัน แต่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน” โดยเล่าเรื่องราวว่า เดี๋ยวนี้แม้เราจะนั่งประชุม หรือนั่งรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งเล่นกอล์ฟ ด้วยกัน หลายครั้งที่ต่างฝ่ายต่าง “ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” เพราะทุกคนต่างมีสมาธิอยู่ที่หน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเอง โดย แชท กับคนห่างไกล อย่างหมกมุ่น
ไลน์ (รวมทั้ง ว๊อตสแอ๊ป) เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ยิ่งนัก เพราะทำให้เราติดต่อกันได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ช่วยให้การทำงานคล่องตัว ผู้บริหารจำนวนมาก ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยไลน์ แม้กระทั่งขณะประชุม เมื่อมีเรื่องด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการตัดสินใจในทันที ลูกน้องก็สามารถแทรกเข้ามารายงานทางไลน์ และผู้บริหารตัดสินใจสั่งงานทางไลน์ได้ โดยไม่ต้องออกจากที่ประชุม
การใช้ไลน์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในยามนี้ ซึ่งผู้คนจำนวนเรือนแสนเรือนล้าน กำลังออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง ไลน์ก็กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการส่งข่าวสารข้อมูล รูปแบบต่างๆ
แต่สิ่งใดที่มีคุณ ก็มักมีโทษร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้เสมอ แม้จะเป็นเพียงการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างธรรมดาก็ตาม เช่นเมื่อต้นปีนี้ มีภาพข่าววัยรุ่นสาวชาวจีนคนหนึ่ง เธอใช้โทรศัพท์มือถือ เดินไป-พูดไป เรื่อยๆ บนทางเดินริมถนน โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ทำให้ขาดการสังเกต ว่าข้างหน้านั้น มีการซ่อมพื้น และมีกรวยวางเตือนไว้ถึงสองอัน ปูนที่โบกไว้ก็ยังไม่แห้ง แต่เธอก้าวไปเหยียบพื้นที่ตรงนั้น และในวินาทีนั้นเอง ปูนก็ยุบตัวลง เธอตกพรวดลงไปในหลุมขนาดเล็ก แต่มีความลึกถึง 19 ฟุต ภายในนั้นมืดสนิท เธอร้องเสียงหลงขอความช่วยเหลือ ด้วยความตกใจสุดขีด และหมดสติไปชั่วขณะ
ยังดีว่ามีคนขับแท็กซี่ใจเอื้ออาทร คนหนึ่ง ขับรถผ่านมา และเห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตา เขาจึงลงจากรถ และรีบเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับติดต่อให้เจ้าหน้าที่มาช่วย กว่าจะเอาตัวเธอขึ้นมาได้ ก็ทุลักทุเล และเธอตกใจสุดขีด ขวัญหนีดีฝ่อไปจนไกลสุดกู่แล้ว เรื่องอย่างนี้ ควรเป็นอุทาหรณ์เตือนสติพวกเราทุกคน
แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมานี้เอง ที่นคร ซาน ฟรานซิสโก มีผู้ร้ายเป็นคนไทย และเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากกว่าเสียอีก เพราะหลังจากที่นักศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันวัยเพียง 20 ปี หน้าตาดี เรียนอยู่ปีที่ 2 และเป็นนักกีฬาทีมโปโลน้ำ ของมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก เสตท เดินลงจากรถไฟขบวนหนึ่งได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาก็ถูกยิงจากด้านหลัง เสียชีวิตทันที เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้ ปรากฏว่าเป็นหนุ่มไทยวัยประมาณ 30 ปี มีชื่อว่า “นิคม”
นิคม เป็นผู้โดยสารบนรถไฟขบวนเดียวกัน การสืบสวนจากภาพในกล้องวงจรปิดบนรถขบวนนั้น พบว่า นิคมยืนพิงอยู่กับผนังรถ และมีหลายช่วงที่เขาควักปืนออกมาจากกระเป๋า บางขณะเขาก็เล็งปากกระบอกปืน ไปอีกด้านหนึ่งของโบกี้ แต่ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ทั้งโบกี้ ต่างไม่มีใครเห็นพฤติกรรมของเขาเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่เขาก็ถือปืนและเล็งปืนอย่างเปิดเผยเป็นเวลานาน
เพราะทุกคนต่างกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน จนไม่มีใครสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัวเลย ทั้งสิ้น
เมื่อรถไฟจอดที่สถานีแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มฝรั่งหน้าตาดีคนนี้ ก็เดินลงจากรถ แล้วนิคมก็เดินตามลงไป จากนั้นเขาก็ชักปืนออกมายิงนักศึกษาจากข้างหลัง ทั้งๆ ที่ไม่มีสาเหตุเฉพาะตัวแต่อย่างใดทั้งสิ้น ต่อมานิคมถูกจับได้ และกำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายอยู่ในขณะนี้
นิคม จะมีปัญหาส่วนตัว หรือมีปัญหาจิตใจอย่างไร ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าเสียดายก็คือเหตุการณ์อย่างนี้คงไม่เกิดขึ้น หรืออาจอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้ ถ้าหากวันนั้นผู้โดยสารรถไฟทุกคนไม่ได้ก้มหน้าก้มตา อยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเอง จนไม่มีใครสนใจสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพฤติกรรมของนิคมเลย แม้แต่คนเดียว
ถ้าคิดไกลไปอีกนิด ความสูญเสียอาจมากกว่านี้ก็ได้ ถ้าหากวันนั้น นิคมไม่ได้เดินตามลงมาฆ่าเด็กหนุ่มคนนั้นทั้งๆที่ไม่รู้จักและไม่มีสาเหตุส่วนตัว แต่ถ้าเขาเกิดลอกเลียนแบบพฤติกรรมยิงกราดที่เกิดขึ้นบ่อยในอเมริกา ด้วยการเล็งปากกระบอกปืนแล้วยิงกราดไปยังผู้โดยสารบนรถจำนวนมาก โศกนาฏกรรมมิอาจเกิดขึ้นแล้วหรือ
ทุกคนจึงต้องใช้สมาร์ทโฟน และใช้ไลน์ อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น รวมทั้งคนเป็นพ่อแม่ ต้องตักเตือนวัยรุ่นและลูกหลานทั้งหลายอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะผมเคยเห็นภาพวัยรุ่นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในขณะที่คนขับ กำลังปาดรถไปมาบนท้องถนนอย่างน่าหวาดเสียว แต่วัยรุ่นผู้โดยสารคนนั้น มือทั้งสองข้างของเธอ กลับไม่ได้จับยึดอะไรไว้เลย มือซ้ายของเธออยู่ที่สมาร์ทโฟน และมือขวากำลังกดข้อความผ่านไลน์.... โอ้ พระเจ้า! อะไรจะขนาดนั้น
แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ความเสี่ยงเรื่องการใช้ไลน์ย่อมมีเสมอ แม้กระทั่งการใช้ระหว่างอยู่ที่บ้าน หรือในห้องทำงาน โดยไม่ได้ไปเดินเสี่ยงใช้งานบนท้องถนนหรือที่สาธารณะอื่นเลยก็ตาม เช่น 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันคุกรุ่นบนท้องถนน และความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง และส่งความเห็นให้แก่กันทางไลน์ในแต่ละห้อง ก็ปรากฏว่าได้นำไปสู่ความขัดแย้งมากพอสมควรเลยทีเดียว
หลายปีก่อนหน้านี้ ก่อนที่ไลน์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ตอนที่เกิดความแตกแยกแบ่ง “สี” กันอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก็เคยมีการทะเลาะเบาะแว้ง ระหว่างสามีภรรยา หรือพ่อแม่ กับลูก เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารในบ้าน มาแล้ว แต่วันนี้ เมื่อการเมืองร้อนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ความแตกแยกทางความคิด ก็เริ่มกระจายอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านทางไลน์....
จนกระทั่งไลน์แตกไปแล้ว หลายห้องเชียวละครับ






