หากใครคิดว่าข่าวเล็กๆ เรื่องคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาให้ใช้จ่ายงบประมาณจำนวน 700 ล้านบาท
ไปสนับสนุนโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการของรัฐนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ ที่อาจจะผ่านตาไปได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากนั้น เห็นจะต้องขอให้คิดกันใหม่และคิดให้มาก เพราะที่น่าตกใจไม่ใช้แค่ตัวเลขที่สูงมากเท่านั้น แต่คำถามที่น่าสนใจยิ่งไปกว่าตัวเลขคือเงินจำนวนนี้จะไปเข้ากระเป๋าใครและจะสร้างประโยชน์กลับมาได้สักเท่าไร
เงินจำนวน 700 ล้านนี้จัดสรรจากเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (ย้ำว่าเป็นเงินกู้) และจะถูกใช้ไปกับโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จำนวน 400 ล้านและ 300 ล้านตามลำดับ ที่จริงการเสนอใช้งบจำนวนนี้มีความพยายามจะชงเข้ามาจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ และมีการถอนเรื่องออกไป คราวนี้กลับมาใหม่โดยเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูเป็นหลักการมากขึ้นว่าเป็นโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบ แต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เพราะยังเป็นการใช้งบเพื่อการประชาสัมพันธ์ จัดสัมมนา จัดนิทรรศการเผยแพร่ และเป็นงบที่นอกเหนือจากงบที่ตั้งอยู่แล้วโดยกระทรวงเจ้าของงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปลี่ยนผู้รับผิดชอบเดิมจากเลขาธิการนายกฯ มาเป็นสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย ดังนั้น จึงไม่อาจจะตีความเป็นอื่นไปได้ว่าในที่สุดงบ 700 ล้านนี้จะถูกทุ่มไปกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรมหรืออีเว้นท์ต่างๆ มากมาย อันเป็นงานที่รัฐบาลชุดนี้ขยันขันแข็งที่จะจัดกันเป็นอย่างยิ่งตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา
การจัดงานอีเว้นท์ในลักษณะนี้เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างชัดเจนที่สุด นับวันก็ยิ่งจัดกันอย่างใหญ่โตและสูญเปล่าไปกับค่าเช่าสถานที่แพงๆ แสงสีเสียงฟู่ฟ่า การจ้างศิลปินดารา และการจัดซื้อสื่อโฆษณากันโครมคราม เป็นความโด่งดังชั่วขณะพองานจบทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝ่ายข้าราชการที่สมัยก่อนถือเป็นหน้าที่จะต้องผลักดันงานต่อเนื่อง เดี๋ยวนี้ก็มักจะไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรต่อ ก็ในเมื่อได้จัดทำงานอีเว้นท์ให้นักการเมืองได้หน้าออกสื่อและอิ่มแปล้กันแล้วก็แล้วกัน ปัจจุบันงานเหล่านี้ข้าราชการไม่ทำกันเองแล้ว รับอาณัติมาจากนักการเมืองแล้วก็จัดแจงร่างทีโออาร์ให้บริษัทจัดงานหรือบริษัทโฆษณาเข้ามาประมูลแข่งกัน ที่ร้ายกว่านั้นและทำกันอย่างไม่รู้สึกอะไรคือบอกให้บริษัทเอกชนนั่นแหละไปเขียนทีโออาร์มาให้ด้วยซ้ำ
ต้องเข้าใจกันก่อนว่างบประมาณการจัดงานอีเว้นท์นั้นไม่เคยมีว่าแค่ไหนคือมากหรือน้อย เพราะไม่เหมือนงานอย่างอื่นๆ ที่มีอัตราการคำนวณค่อนข้างตายตัว งานอีเว้นท์ทำได้ตั้งแต่งานเล็กแบบบ้านๆ มีกระดานนิทรรศการไม่กี่แผ่น ประธานมากล่าวเปิดงานแล้วจบ ไปจนถึงงานยิ่งใหญ่มโหฬาร ใส่ความคิดสร้างสรรค์กันเต็มที่ จัดเต็มทั้งแสงสีเสียง ดารานักร้อง รวมไปถึงจำนวนผู้ร่วมงาน ที่จะเอามากเท่าไรก็ได้แล้วแต่กำลังทรัพย์ที่จะเกณฑ์มาพร้อมให้ค่าเสียเวลาข้าวปลาอาหารและของแจก ในเมื่อไม่มีเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีราคากลางเพราะข้ออ้างที่ว่างานแต่ละงานล้วนมีความคิดสร้างสรรค์และองค์ประกอบไม่เหมือนกันงานอีเว้นท์จึงเป็นงานที่รั่วไหลมากที่สุด ตั้งงบประมาณได้ตามใจชอบมากที่สุด ข้ออ้างประการเดียวของนักการเมืองหรือนักจัดงานคือทำเล็กไปเดี๋ยวไม่มี “อิมแพ็ค”
ที่ร้ายกาจไปกว่านั้นคือเมื่อตั้งงบประมาณแล้ว ผู้ที่หวังจะได้งานก็จะต้องวิ่งเต้นเต็มที่ จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางกันหลายทอด ทั้งข้าราชการบ้าง นักการเมืองบ้าง จ่ายกัน 30-40% ขึ้นไป ดังนั้น งบคราวนี้ 700 ล้าน จะหวานคอแร้งใครสัก 200-300 ล้านคงเดากันได้ไม่ยาก เมื่อหักกำไรที่บริษัทจัดงานจะต้องมีแล้ว เนื้องานจึงเหลืออยู่แค่ไม่เกินครึ่ง นี่คือความเลวร้ายของการใช้งบประมาณในการจัดอีเว้นท์ของภาคราชการที่ดำเนินกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและอย่างไร้ยางอาย
บางครั้งเพื่อให้ได้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องแบ่งให้ใคร นักการเมืองยังทำกันขนาดมีหุ้นส่วนหรือเอาบริษัทพรรคพวกของตนเองเข้าไปประมูลงานในหน่วยงานที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องเสียด้วยเลย ข้าราชการที่รู้อยู่เต็มอกก็ไม่กล้าเอะอะโวยวายอะไร มีแต่ “ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” อย่างคนไร้ศักดิ์ศรี ในบางสถานที่ราชการเป็นที่รู้กันว่าเป็นอาณาจักรของท่าน บริษัทเอกชนไหนจะเข้ามาประมูลงานไม่ตรวจสอบให้ดีก็ต้องล่าถอย หรือจะเข้ามาก็ต้องจ่ายค่าหัวคิวเพราะพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของท่าน ท่านมีคนของท่านอยู่ พื้นที่อย่างทำเนียบรัฐบาลนั่นเป็นตัวอย่างที่มี “ท่าน” ดูแลอยู่อย่างแข็งขันใครจะมาจะไปท่านก็ต้องทั้ง “รับ” และ “รับรู้”
มหกรรมการถลุงงบประมาณรัฐกับการจัดอีเว้นท์และการโฆษณาจะดำเนินต่อไปอย่างรุนแรงด้วยเล่ห์กลอุบายและค่าชักเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไปไต่ถามกล่าวโทษนักการเมืองเขาก็จะพูดประโยคเดิมๆ ว่า “มีหลักฐานไหม เอาใบเสร็จมาสิ” คนถามก็ระอาไปเอง เพราะขนาดเรื่องที่จับได้คาหนังคาเขา รู้กันทั่วประเทศก็ยังเห็นปฏิเสธกันเสียงแข็ง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร จึงไม่ต้องไปคาดหวังอะไรกับเรื่องนี้หรือเรื่องไหนๆ จากนักการเมืองไทยปัจจุบัน
อย่างเดียวที่พอทำได้ก็เห็นจะเป็นเพียงการนับถอยหลังอนาคตของชาติที่อาจจะต้องเริ่มต้นกันเดี๋ยวนี้เลย








