หากอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์นี้เกิดขึ้นจริงและเป็นไปตามคาด เสียงส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย
จะลงมติ “ไว้วางใจ” นายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ต่อไป
แต่หากว่าผู้คนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลล้นหลาม ยังยืนยันว่าไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทำงานต่อไปได้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงจะปกครองประเทศไปได้ยากยิ่ง
เหมือนที่ฝรั่งบอกว่า You can rule but you can’t govern.
มีอำนาจทางกฎหมายแต่ปกครองบ้านเมืองไม่ได้
จะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย?
เนื้อหาการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจ” ผู้นำประเทศในสภาผู้แทนราษฎร คงจะดุเดือดเลือดพล่านตามที่คาดหมายไว้ แต่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศว่าจะตอบทุกข้อกล่าวหาในสภา ขอให้ประชาชนอย่าสนับสนุนการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
นายกฯ บอกว่า “รัฐบาลยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการหารือ และรับฟังความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสงบสุข สมานฉันท์ของคนในชาติ...”
แต่ขณะเดียวกัน ก็ประกาศขยายพื้นที่ใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ใน กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ และ ปทุมธานี
แน่นอนว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเสี่ยงกับการถูกมองว่าท้าทายให้เกิดความรุนแรง ด้วยการไปล้อมและยึดสถานที่ราชการบางแห่ง เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงการต่างประเทศ และ กรมประชาสัมพันธ์
หากเป็นเพียงแค่ทำเพื่อ “สัญลักษณ์” ก็ควรจะต้องระมัดระวังการสร้างความเข้าใจผิดของประชาชน ที่หวั่นเกรงว่าจะเป็นการเดินตามรอยของผู้ประท้วงในครั้งก่อนๆ ที่เลยเถิดข้ามเส้นของความพอดี
คำประกาศของแกนนำต่อต้านรัฐบาลที่จะตั้ง “สภาประชาชน” และ “รัฐบาลประชาชน” ก็ยังไม่สามารถอธิบายว่าในทางปฏิบัติจะทำอย่างไร จึงไม่เป็นการกระทำผิดไปจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
หากถูกมองว่าเป็นการเชิญชวนให้ทหาร เข้ามาเกี่ยวกับการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง ก็จะเป็นการทำลายหลักการพื้นฐาน ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของฝ่ายเรียกร้องให้มีการล้ม “ระบอบทักษิณ” อย่างแน่นอน
การประท้วงกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” ที่บานปลายกลายเป็นการรณรงค์เพื่อจะ “โค่นระบอบทักษิณ” นั้น ตอกย้ำความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะรับบทบาทของ “ตัวแทน” หรือ “นอมินี” ของทักษิณ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
และนั่นคือ “วิกฤติศรัทธา” ของบ้านเมืองวันนี้...แม้ว่ารัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา และสามารถจะยกมือผ่านกฎหมายอะไรก็ได้ แต่คนไทยจำนวนมากได้แสดงจุดยืน “ไม่ยอมรับ” รัฐบาลเสียแล้ว ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือด้วยความรู้สึกที่แฝงอยู่ลึกๆ จนแสดงออกด้วยการรวมตัวกันอย่างคึกคักในการออกมากลางถนนอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐอีกต่อไป
ยุทธศาสตร์ “ดาวกระจาย” ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ไปกดดันกระทรวงต่าง ๆ รวมถึงการไปเยือนฟรีทีวีบางช่องในลักษณะกดดันให้ “แสดงจุดยืนร่วมกับประชาชน” นั้นเป็นเพียงการแสดงทางการเมืองอันเป็นแบบที่คนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลือง ได้ใช้เป็นวิธีการต่อสู้ของตนมาก่อน แม้จะแตกต่างกันในลีลาท่าทีและวาทกรรมที่หนักหน่วงต่างกันก็ตาม
หนีไม่พ้นว่าการใช้จำนวนมากไป “กดดัน” ผู้อื่นเช่นนี้ ย่อมเสี่ยงกับการถูกตีกลับด้วยเสียงวิจารณ์ ว่าไม่เคารพในความเห็นต่าง และใช้วิธีการที่ไม่แปลกไปจากที่กลุ่มของตนวิจารณ์คนอื่นมาก่อนแล้ว
แต่รัฐบาลเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจรับฟัง เสียงเรียกร้องของฝ่ายคัดค้านอย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามกลับมีเสียงตอบโต้จากฝ่ายของนายกฯ วันต่อวัน ประโยคต่อประโยค แต่ไม่ตอบคำถามหรือข้อกล่าวหาเรื่องที่สำคัญที่สุดในความรู้สึกของคนไทยวันนี้
นั่นคือ เรื่องคอร์รัปชันและผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนถึงการใช้เงินภาษีประชาชนในการดำเนินนโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาล เพียงเพื่อจะชนะคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อครองอำนาจต่อไปเท่านั้น มิได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” แต่อย่างไรเลย
เมื่อผู้คนออกมาคัดค้านแนวทางการบริหารมากมายเช่นนี้ ศรัทธาต่อผู้นำย่อมหดหาย และทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกันกลางถนน ระหว่างผู้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงกับผู้พยายามจะปกป้องรัฐบาล ก็คือ การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินรอบใหม่
การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในสภาสัปดาห์นี้ จึงเป็นการ “สอบซ้อม” เพื่อการ “สอบใหญ่” สำหรับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เท่านั้นเอง
แต่บทเรียนสำคัญที่คนไทยได้คราวนี้ คือ การหย่อนบัตรเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ และการเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของคำว่า “ประชาธิปไตย”
เมื่อคนไทยลุกขึ้นพร้อมจะแสดงจุดยืนตัวเอง เพื่อการ “ปฏิรูป” และ “ยกเครื่อง” ประเทศไทยครั้งใหญ่ ก็จะต้องรวมตัวกันอย่างแข็งขันต่อไป ไม่จำเป็นต้องมี “แกนนำ” และต้องหลีกเลี่ยงการผูกติดกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
เพราะว่าการรวมตัวอย่างเป็นเอกภาพอย่างน่าประทับใจครั้งนี้ ทำให้ตระหนักว่าได้เวลาที่คนไทยจะเดินหน้ากระดานเรียงหนึ่งอย่างแข็งขันมุ่งมั่นที่จะฝ่าข้าม “ระบอบทักษิณ” ด้วยตนเองได้อย่างเข้มข้นแล้ว
เราไม่เชื่อฝีมือนักการเมือง เราไม่เชื่อเรื่องปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่เชื่อวาทกรรมการเมืองของ “แกนนำ” เราไม่เชื่อว่าจะมี “อัศวินม้าขาว” คนไหนมาช่วยกู้ชาติได้ นอกจากประชาชนเอง
เราในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศเอง จะต้องแสดงจุดยืนร่วมกัน ต่อต้านด้วยสันติวิธี ทำตามกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจและการโกงกินทุกรูปแบบ
จากนี้ไป...เราจะตรวจสอบนักการเมืองทุกค่าย ทุกกลุ่ม เราจะรวมตัวกันเปิดโปงนักการเมือง และข้าราชการที่ฉ้อฉล เราจะระดมคนเก่งคนดีของบ้านเมือง มาร่วมในกระบวนการสร้างชาติ เราจะจับการซื้อสิทธิ ขายเสียง เราจะผลักดันแก้ไขกติกาที่เอื้อต่อนักเลือกตั้ง แต่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง






