ข้างบนเป็นคำถามของประชาชนคนเดินถนนทั่วๆ ไปที่แม้จะสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล
หรือโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ตามคำประกาศของแกนนำที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แน่นอนว่าคนที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมก็มีจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลชุดนี้ แต่การเปลี่ยนผ่านด้วยวิธีการที่ทำกันอยู่นี้ ต้องถามว่าเปลี่ยนแล้วจบหรือไม่ เปลี่ยนแล้วจะพาบ้านเมืองไปในทิศทางใด?
เป็นคำถามที่แกนนำต้องตอบให้ได้เหมือนกัน!
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เริ่มได้ยินเสียงฮึ่มๆ จากรัฐมนตรี และ ส.ส.เสื้อแดงแล้วว่า หากฝ่ายที่กำลังชุมนุมกันอยู่นี้ชนะ และแกนนำอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เป็นรัฐบาล ก็อย่าหวังได้อยู่อย่างสงบสุขเลย
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าหากเปลี่ยนผ่านการเมือง ด้วยการพลิกขั้วรัฐบาลกันแบบนี้ อีกไม่นานหลังจากนี้ก็จะมีม็อบอีกสีหนึ่ง ออกมาขับไล่รัฐบาลที่เพิ่งได้อำนาจปกครองประเทศ...อย่างนั้นหรือ?
ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ปี 2549 ประชาชนคนไทยต้องตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้มาแล้วกี่ครั้ง มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลชุดหนึ่งไป แล้วอีกข้างก็ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล จากนั้นก็มีการปลุกม็อบมาขับไล่รัฐบาลชุดใหม่ให้ล้มไปอีก พอขั้วอำนาจเดิมเสียอำนาจไป ก็ไปปลุกม็อบอีกสีหนึ่งกลับมาใหม่เพื่อล้มล้างรัฐบาลของขั้วอำนาจเก่า วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนี้
แม้หลายคนจะบอกว่าต้นเหตุมาจาก คุณทักษิณ ชินวัตร แต่สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้ไม่จบก็คือ การพยายามโค่นล้มคุณทักษิณและเครือข่ายด้วย "วิถีทางพิเศษ" หรือ "วิถีทางไม่ปกติ" ที่ไม่ใช่วิถีทางจากการเลือกตั้ง วิถีทางที่ได้รับการรับรองจากเสียงส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
และจะว่าไป "วิถีทางพิเศษ" เหล่านั้นก็ไม่ได้มีความชอบธรรมทางกฎหมายสักเท่าใดนัก หากเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ก็ไม่อาจอ้างได้อย่างเต็มปากว่าเป็นการบังคับใช้โดยยึดหลักนิติธรรม (rule of law) และมีกระบวนการอันชอบธรรม (due process of law) อย่างแท้จริง
การยุบพรรคไทยรักไทยหลังการรัฐประหาร และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคร้อยกว่าคน เป็นการใช้กฎหมายที่เขียนเติมขึ้นหลังการรัฐประหาร เป็นประกาศ คมช.ฉบับหนึ่ง หาใช่กฎหมายที่มีอยู่ขณะกระทำความผิดไม่
การปลด คุณสมัคร สุนทรเวช จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยข้อหาทำกับข้าวออกทีวี มาจากการตีความกฎหมายครอบจักรวาลเพื่อรองรับคำว่า "ลูกจ้าง" ซึ่งสร้างความคาใจไปทั่ว
การยุบพรรคการเมืองหลักอีกหลายพรรค รวมทั้งการไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ในเวลาต่อมา ก็มีการตั้งคำถามเรื่องเหตุและผลของการวินิจฉัยอย่างกว้างขวาง
ล่าสุดกับการวินิจฉัยไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ก็มาจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อย่างไร้ขอบเขต ถึงขนาดที่หลายๆ คนแม้จะไม่ชอบใจที่รัฐสภาใช้ร่างกฎหมายปลอม เสียบบัตรแสดงตนแทนกัน หรือตัดสิทธิอภิปราย แต่ก็ยังทำใจไม่ได้กับการตีความที่ไม่มีหลักทางกฎหมายรองรับอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะการอ้างถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่น สภาผัวเมีย เพราะเท่ากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนกำลังคิดแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
เหล่านี้คือความผิดพลาด บกพร่อง แต่กลับถูกใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ และจะขัดแย้งแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมองว่าไม่เป็นธรรมเพียงพอสำหรับพวกเขา
การเร่งรัดคล้ายปิดเกม ไม่ปล่อยให้เกิดการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน ตามระบบอย่างสันติวิธีและเป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็คือ "การเลือกตั้ง" กำลังสร้างบาดแผลใหญ่ในสังคมไทยที่แม้แต่โมเดลอียิปต์ หรือแม้แต่ซีเรีย ก็อาจจะยังน้อยไปหากถึงวันที่มวลชน ซึ่งถูกปลุกเร้าอารมณ์ทั้งสองฝ่ายทนไม่ไหวและออกมาปะทะกันจริงๆ






