การชุมนุมต่อต้าน กฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แม้จะได้ผลระยะสั้น แต่ก็จะไม่เกิดผลยั่งยืนสำหรับประเทศ
หากเราไม่ใช้พลังการตื่นตัวของสังคมไทย เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เราจะฝ่าข้ามความขัดแย้งของสังคมไทยได้ เลิกหมกมุ่นกับ “ทักษิณ” และสร้างชาติสร้างสังคมใหม่ที่ยุติธรรมและเป็นธรรม และนิยามคำว่า “ประชาธิปไตย” ตรงตามความหมายที่ควรจะเป็น ก็ต่อเมื่อเราสามารถร่วมกันร่าง “วาระประชาชน” ที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตที่สดใสและยิ่งใหญ่ได้
หาไม่แล้ว ไทยเราจะกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) อย่างถาวร
ชัดเจนจากการประท้วงครั้งนี้ ว่า วาระแรกของประชาชนในการ “เปลี่ยนประเทศไทย” คือ การต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบและทุกวงการ
แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันนโยบายปราบปรามคนโกง แต่หลักฐานหลายอย่างยืนยันว่า ผู้คนไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในความจริงใจของผู้มีอำนาจ ที่จะดำเนินนโยบายนี้
ดังนั้น การปฏิรูปประเทศไทย จะต้องเริ่มด้วยการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลของทางราชการ และให้ประชาชนทุกชุมชน มีหน้าที่ช่วยกันป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมฉ้อฉลของนักการเมือง ข้าราชการ และ นักธุรกิจ (สามเหลี่ยมแห่งความฉ้อฉล)
มีข้อเสนอที่น่าสนใจจาก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ว่า รัฐบาลควรจะประกาศตัวเข้าเป็นสมาชิกของความตกลงต่อต้านคอร์รัปชัน OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเทศไทย จะอยู่บนเส้นทางต่อต้านคอร์รัปชันในเวทีสากล
อีกทั้ง รัฐบาลควรจะต้องเปิดให้มีผู้สังเกตการณ์ภายนอก โดยเฉพาะภาคเอกชนและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในการยอมรับข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าสังเกตการณ์โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาล เช่น โครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยให้ออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี และต้องแก้กฎหมาย เพื่อให้การกระทำที่เกี่ยวกับทุจริตประพฤติมิชอบเป็นความผิดที่ไม่มีอายุความ และต้องไม่เข้าข่ายการ “นิรโทษกรรม” ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะย้อนหลัง วันนี้ หรือวันหน้า ทั้งสิ้นทั้งปวง
(โปรดทราบ : ความผิดคอร์รัปชันระดับสูงในประเทศจีน...ถึงขั้นประหารชีวิต)
นอกจากนี้ วาระปฏิรูปแห่งชาติ จะต้องกินความไปถึง
1. ปฏิรูปการเมือง ที่จะป้องกัน “เผด็จการรัฐสภา” อย่างที่เราเห็นอยู่ และต้องให้รัฐสภาเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นแหล่งทำมาหากินของนักเลือกตั้ง หรือที่ใครจะมาเป็น “เจ้าของพรรคการเมือง” ที่สั่งซ้ายหันขวาหัน ส.ส. ในสังกัดของตนได้อย่างน่าละอายเหลือเกิน อีกทั้งยังจะต้องมีกติกาสูงสุด ที่จะต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเข้มข้น และต้องให้คุณภาพของการเมืองไทยดีขึ้น ถึงขั้นที่ “คนเก่งและคนดี” จะต้องการเข้ามาทำงานการเมืองอย่างคึกคัก
2. ปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้ชนชั้นกลางอย่างเป็นรูปธรรม ลดการผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ๆ ที่กำลังกลืนกินทรัพยากรของประเทศเป็นของตน และเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และกีดกันคนรุ่นใหม่และทุนน้อย ที่จะเข้ามาก่อร่างสร้างตัวได้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย
3. ปฏิรูปสังคม มุ่งไปที่การศึกษาเป็นหลัก เพื่อสร้าง “คนมีคุณภาพ” ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อความอยุติธรรม และสร้างเสริมสำนึกเพื่อส่วนรวมมากกว่าทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก ให้เห็นความสำคัญของ Know How มากกว่า Know Who เพื่อขจัดระบบอุปถัมภ์ในสังคม และการเล่นเส้นสายเพื่อให้ตนเองได้เปรียบคนอื่น
นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของการร่าง “วาระประชาชน” เพื่อการปฏิรูปสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม แม้เราจะเสียเวลาหมกมุ่นอยู่กับความขัดแย้งมายาวนานเกินความจำเป็น แต่เริ่มวันนี้...ก็ยังไม่สายเกินไป
เพราะหากว่า...ไม่เริ่มปฏิรูปวันนี้ เราจะไม่มีวันพรุ่งนี้









