BurgerKing เข้าไปในตลาดออสเตรเลียครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองเพิร์ธ รัฐออสเตรเลียตะวันตก โดยการให้สัมปทานแก่บริษัท HungryJacks Pty, Limited
ซึ่งมีนาย Jack Cowin เป็นเจ้าของ ในขณะนั้น ชื่อ BurgerKing มีผู้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าแล้วในออสเตรเลีย BurgerKing จึงหารายชื่อเครื่องหมายการค้าที่ Pillsbury อันเป็นบริษัทแม่ของ BurgerKing เป็นเจ้าของอยู่มาให้นาย Cowin เลือก ในที่สุด นาย Cowin ได้เลือกเอาชื่อ HungryJack แต่ขอเติม " 's " ไว้ข้างหลังเพื่อแสดงว่า Jack เป็นเจ้าของ
ในทศวรรษแรก HungryJack’s เปิดได้ถึง 26 สาขาและเริ่มเข้าไปในซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ในปี 1981 ในปี 1986 HungryJack’s ได้ซื้อเอาสาขาของ Wendy’sHamburger ที่ฐานะง่อนแง่นในรัฐวิคตอเรียจำนวน 11 แห่งมาเปิดเป็นสาขาของตน ในปี 1991 BurgerKing ได้อนุญาตให้ HungryJack’s ให้สัมปทานแก่บุคคลที่สามได้ ในปี 1996 เครื่องหมายการค้า BurgerKing ที่มีการจดทะเบียนไว้ก่อนหน้าหมดอายุลง BurgerKing ถือโอกาสกล่าวหา HungryJack’s ว่าละเมิดสัญญาและทำการบอกเลิกสัญญา
ก่อนหน้าที่จะมาถึงการบอกเลิกสัญญา ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งมาบ้างแล้วตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 เนื่องจากฝ่าย BurgerKing มีความประสงค์ที่จะขอซื้อกิจการกลับมาทำเองทั้งหมด แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ BurgerKIng เริ่มขอเจรจาใหม่ในอันที่จะเปิดสาขาของ BurgerKing เองในสถานีบริการน้ำมันเชลล์และทำการเปิด 7 สาขาตั้งแต่ปี 1995
ในบรรดาสัญญา 4 ฉบับที่ HungryJack’s ทำกับ BurgerKing นั้น มีสัญญาฉบับหนึ่งที่ระบุไว้ในข้อ 2.1 ให้ HungryJack’s เปิดสาขา 4 แห่งทุกๆ ปีในรัฐออสเตรเลียตะวันตก ออสเตรเลียใต้ และ ควีนส์แลนด์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อ 4.1 ระบุให้บรรดาสาขาที่จะเปิดจะต้องได้รับอนุมัติจาก BurgerKing เสียก่อนในเรื่องการดำเนินงานและการเงิน
ในปี 1995 BurgerKing เริ่มถอนสัมปทานแก่บุคคลที่สามและหยุดการให้อนุมัติการดำเนินงานและการเงินแก่สาขาใหม่โดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้ HungryJack’s ไม่อาจเปิดสาขาใหม่ได้เลยตามข้อ 2.1 BurgerKing ยังได้ประกาศด้วยว่าจะไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้แก่สาขาที่จะหมดอายุด้วย ในที่สุด BurgerKing ทำการบอกเลิกสัญญาตามนัยแห่งข้อ 2.1 เนื่องจาก HungryJack’s ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้
ในปี 2001 HungryJack’s จึงได้ยื่นฟ้อง BurgerKing ต่อศาลออสเตรเลียว่า BurgerKing ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกเลิกสัญญาได้ ศาลได้ไต่สวนแล้วเห็นว่า BurgerKing เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาและละเมิดหน้าที่ตามกฎหมาย และ ตัดสินให้ BurgerKing จ่ายค่าเสียหายให้แก่ HungryJack’s เกือบ 71 ล้านเหรียญออสเตรเลีย BurgerKing อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ที่จริงแล้ว Burger King ได้ยื่นฎีกาต่อศาลสูงออสเตรเลีย แต่ตกลงกับ HungryJack’s ในปี 2003 ได้เสียก่อน จึงถอนฎีกา
HungryJack’s ได้โต้แย้งว่า BurgerKing ไม่มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาตามข้อ 2.1 เนื่องจากข้อ 8.1 ได้ให้ระยะเวลา 12 เดือนในการแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อ 2.1 ดังนั้น BurgerKing จึงไม่อาจยกเลิกสัญญาได้จนกว่าจะพ้นระยะเวลา 12 เดือนดังกล่าวแล้ว BurgerKing โต้แย้งว่า ข้อ 15.1(d) ได้ให้สิทธิ์ในการบอกเลิกสัญญาเมื่อมีการละเมิดสัญญาข้อ 2.1 ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญา แต่ HungryJack’s ก็ได้ยกเอาหลักการตามนัยแห่งหน้าที่โดยสุจริต (Implied Term of Good Faith) ขึ้นชี้ว่า BurgerKing มีการกระทำโดยไม่สุจริตด้วยเจตนาไม่อนุมัติการดำเนินงานและการเงินของสาขาใหม่เพื่อให้ HungryJack’s ไม่อาจปฏิบัติตามข้อกำหนดการเปิดสาขาที่วางไว้ได้ เมื่อ BurgerKing ไม่ได้กระทำการโดยสุจริต จึงไม่อาจยกเลิกสัญญาได้
ศาลเห็นด้วยตามข้อต่อสู้ของ HungryJack’s และยังได้วินิจฉัยถึงสัญญาข้อ 2.1 ว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่โดยได้พิจารณาถึงสัญญาข้ออื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีที่ข้อ 2.1 ไม่อาจปฏิบัติตามได้ และ ได้ข้อสรุปว่า ข้อ 2.1 ไม่ใช่สาระสำคัญ เนื่องจาก BurgerKing คงจะไม่ทำสัญญากับ Hungry Jack’s ด้วย ถ้าหากไม่ได้รับความมั่นใจจากบริบทแวดล้อมแห่งสัญญาข้ออื่นๆ ว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัด ศาลเห็นว่า การทำหน้าที่โดยสุจริตอาจแฝงอยู่ในสัญญาเชิงพาณิชย์โดยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะสัญญามาตรฐาน สำหรับสัญญาอื่นๆ แล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า การกระทำหน้าที่โดยสุจริตเป็นสิ่งสมเหตุสมผลหรือจำเป็นหรือไม่ แต่ศาลเห็นว่า ในคดีนี้ การกระทำโดยสุจริตเป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่า มิฉะนั้นแล้ว ฝ่าย BurgerKing คงจะสามารถกระทำการได้ตามอำเภอใจ โดยมีเจตนาที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดการละเมิดสัญญาขึ้น
หลังจากแพ้คดีในปี 2002 BurgerKing ได้ตัดสินใจหยุดการดำเนินงานของตนทั้งหมดในออสเตรเลียและทำการโอนสินทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ผู้รับสัมปทานของตนในนิวซีแลนด์ชื่อ Trans-Pacific Foods ซึ่งได้รับฐานะเป็นผู้รับสัมปทานใหญ่ของเครื่องหมายการค้า BurgerKing ในออสเตรเลีย Trans-Pacific Foods ได้บริหารกิจการของ Burger King จำนวน 81 แห่งจนถึงเดือนกันยายน 2003 Burger King จึงได้บรรลุข้อตกลงกับ HungryJack’s ในการเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าของสาขาเหล่านั้นจาก BurgerKing เป็น HungryJack’s โดย HungerJack’s มีฐานะเป็นผู้รับสัมปทานใหญ่ในออสเตรเลียทั้งหมด ทั้งนี้ BurgerKing มีข้อผูกพันที่จะต้องให้การสนับสนุนด้านการบริหารและการโฆษณาเพื่อให้แนวทางการตลาดเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด สำหรับสาขาทั้ง 210 แห่งภายใต้เครื่องหมายการค้า HungryJack’s
เท่าที่ผ่านมา Good Faith หรือหลักสุจริตมีการใช้กันทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ในออสเตรเลียมีใช้น้อยกว่า ส่วนในไทยดูเหมือนจะยังมีน้อยมาก แต่ก็เป็นแนวทางที่เป็นรากฐานของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาโดยการยึดหลักความยุติธรรมและเหตุผล ซึ่งสามารถปรับใช้กับเหตุการณ์ใน 2 ลักษณะคือ การเจรจาโดยสุจริต (Negotiate in Good Faith) และนัยแห่งหน้าที่โดยสุจริต (Implied Duty of Good Faith)
David Ferguson และ Kristy Dixon (2012) แห่ง Addisons Lawyers ได้อธิบายเกี่ยวกับหลักสุจริต 2 ลักษณะข้างต้นว่า ลักษณะแรกใช้ถือปฏิบัติหลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) หรือ หลักการของสัญญา (Heads of Agreement) ส่วนลักษณะหลังเป็นการถือปฏิบัติหลังจากที่มีสัญญาจริงแล้ว
ที่จริงแล้ว Ferguson/Dixon ได้กล่าวไว้ว่า หลักการเจรจาโดยสุจริตอาจนำไปใช้ทั้ง กรณี MOU ซึ่งมักจะมีใจความว่าไม่ผูกพัน และ กรณีที่มีสัญญาอยู่แล้วแต่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายละเอียดในสัญญา หลายๆ คน อาจจะมีความเห็นว่า หลักการเจรจาโดยสุจริตไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์แห่งนิวเซาท์เวลส์ได้อธิบายว่า “an honest and genuine approach to settling a contractual dispute, giving fidelity to the existing bargain, does constrain a party” ซึ่งแปลความได้ว่า “แนวทางที่สุจริตและจริงใจที่นำไปสู่การตกลงเกี่ยวกับข้อโต้แย้งตามสัญญา โดยการต่อรองโดยบริสุทธิ์ เป็นสิ่งบังคับคู่เจรจา” นอกจากนี้ ยังได้ให้ตัวอย่างที่แสดงถึงการเจรจาโดยสุจริตดังนี้
๐ คู่เจรจาไม่อาจข่มขู่เรื่องการละเมิดสัญญาเพื่อต่อรองให้มีการลดจำนวนเงินลงจากที่ควรจะเป็น
๐ คู่เจรจาไม่ควรแกล้งทำเสมือนหนึ่งเจรจาโดยที่ไม่ยอมตกลงในสิ่งที่น่าจะเป็นข้อเรียกร้องที่ดี เพื่อผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยที่แพงโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีความสามารถจ่ายได้
๐ ถ้าหากคู่เจรจาทราบดีว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ครบกำหนดแล้ว ข้อผูกพันที่มีอยู่จะทำให้ต้องชำระเงิน
กล่าวโดยสรุป การเจรจาโดยสุจริตเป็นสิ่งที่อาจบังคับได้ตามกฎหมายถ้าหากข้อผูกพันที่จะเจรจาเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในสัญญาเพียงแต่ว่ารายละเอียดยังไม่ชัดเจนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าหากการเจรจาเกี่ยวข้องกับเรื่องใหม่ที่ไม่ครอบคลุมตามสัญญา ย่อมเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย
สำหรับ “นัยแห่งหน้าที่โดยสุจริต” หรือ “Implied Duty of Good Faith” นั้น ผู้พิพากษา Giles ได้แสดงความเห็นในคดีระหว่าง Vodafone กับ Mobile Innovations ว่า ข้อผูกพันโดยสุจริตและสมเหตุสมผลใน การปฏิบัติตามข้อผูกพันแห่งสัญญา หรือ การใช้อำนาจตามสัญญา อาจจะมีนัยสำคัญทางกฎหมายในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางกฎหมายของสัญญาธุรกิจ แต่ในคดีระหว่าง Trans Petroleum กับ White Gum Petroleum ศาลมีความเห็นว่า ถึงแม้คู่สัญญาจะมีนัยแห่งหน้าที่ที่จะต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อผูกพัน หน้าที่ดังกล่าวไม่ควรจะอยู่เหนือคำสัญญาที่ให้ไว้อย่างชัดแจ้งโดยคู่สัญญา ซึ่งได้มีการต่อรองกันแล้วก่อนทำสัญญา
เท่าที่ผ่านมา มีความพยายามในการหาวิธีการมองหลักสุจริตเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าหมายถึงอะไร บางคนบอกว่า การกระทำควรจะสมเหตุสมผล บางคนบอกว่าต้องไม่ทำตามอำเภอใจ บางคนบอกว่าเป็นข้อผูกพันที่จะให้ความร่วมมือในการบรรลุวัตถุประสงค์แห่งสัญญาร่วมกัน และ บางคนบอกว่าหมายถึง การเป็นไปตามมาตรฐานแห่งจรรยาบรรณที่ดี
แต่ผู้พิพากษา McDougal แห่งศาลฎีกาของรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ให้คำอธิบายไว้ในปี 2006 ดังนี้
“ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรในการพิจารณาเป็นการล่วงหน้าถึงเนื้อหาของหลักสุจริตในบริบทของสัญญา แต่เป็นการจำเป็นที่จะพิจารณาสัญญาแต่ละฉบับเพื่อดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นใจความที่แสดงถึงหลักสุจริตโดยทั่วไป แล้วจึงจะพิจารณาว่า ใจความนั้นๆ แสดงนัยแห่งหลักสุจริต หรือ ปฏิเสธนัยโดยใจความที่ชัดแจ้งอื่น”
สิ่งที่บรรยายข้างต้นพอจะกล่าวได้ว่า เราอาจป้องกันไม่ให้สัญญามีใจความที่แสดงนัยแห่งหน้าที่โดยสุจริตได้ด้วยการเขียนสัญญาให้ใจความชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือเขียนสัญญาให้มีใจความดังนี้
๐ ระบุอย่างชัดเจนว่า อำนาจหรือสิทธิที่เป็นปัญหาอาจเลือกใช้ภายใต้ดุลยพินิจของคู่สัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว และ เพิ่มใจความในสัญญาที่ปฏิเสธนัยแห่งหน้าที่โดยสิ้นเชิง
๐ ระบุอย่างโต้ง ๆ เลยว่า สัญญานั้น ปฏิเสธข้อผูกพันโดยสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (เท่าที่ต้องการ)
ไม่ทราบว่าสำนวน “บกพร่องโดยสุจริต” อันลือลั่นได้รับการพิจารณาตามหลักการเจรจาโดยสุจริตเพราะกฎหมายเลือกตั้งไม่ชัดเจน หรือ กฎหมายเลือกตั้งแสดงนัยในการใช้อำนาจโดยไม่มีข้อความอันชัดเแจ้ง? ผู้พิจารณาคงไม่เคยทราบถึงหลักสุจริตที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแน่!
ที่มา: David Ferguson and Kristy Dixon, “Addisons Contractual Interpretation Series --Implied Duty of Good Faith,” Addisons Focus Papers, 11 October 2012.









