การเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ตลอดเวลาที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาบริหารประเทศ
ดูเหมือนจะมีแต่พายุพัดโหมกระหน่ำใส่อยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ไหนจะเรื่องภายในพรรค เรื่องฝ่ายตรงข้าม แต่ละเรื่องไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
หนักไปกว่านี้ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้นำของประเทศดูเหมือนจะ "หนีห่าง" ไม่มีบทบาทจัดการปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ทุกเรื่องต้องมีส่วนสำคัญในการจัดการชนิด แต่ตรงกันข้ามผู้นำประเทศตอนนี้ หนีปัญหาแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องในรัฐสภา ที่มักจะชิ่งเป็นประจำ แต่ไม่ว่าจะหนีอย่างไร เมื่อถึงเวลาก็หนี "ความรับผิดชอบ" ในฐานะผู้นำประเทศไม่พ้น
จริงๆ แล้ว การเป็นผู้นำประเทศ ไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลอ ไปเสียทุกเรื่อง เพียงแต่ต้องบริหารจัดการเป็น "ด้วยตัวเอง" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้นำประเทศบ้านเรานั้น อำนาจการตัดสินใจ การสั่งการใดๆ แทบจะไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย หากยังเป็นผู้รับคำสั่งจาก"แดนไกล" จึงไม่ง่าย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
ฉะนั้น วิบากกรรม สำหรับนายกฯยิ่งลักษณ์ ในบทบาทผู้บริหารประเทศ จึงไม่น่าจะจบลงง่ายๆ
โดยเฉพาะปัญหาที่จะตามมา หลังจากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว.ให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป โดยมีรายละเอียดที่พิเคราะห์คำร้อง 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งตุลาการเสียงข้างมาก 6 : 3 เสียง เห็นว่ากระบวนการประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 ขั้นตอนการแปรญัตติ และขั้นตอนการลงมติ มีการเสียบบัตรแทนกัน เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ และมติเสียงข้างมาก 5 : 4 เห็นว่าการแก้ไขประเด็นที่มา ส.ว.เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ถึงขั้นต้องสั่งยุบพรรค
ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลที่ผูกพันทุกองค์กร ก็อาจจะกลายเป็นบ่วงกรรมสำหรับนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ฝ่ายตรงข้ามเล็งยื่นถอดถอนในประเด็นที่เป็นผู้ทูลเกล้าฯร่างกฎหมายที่มิชอบ
นับจากนี้ไป นายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ยังต้องเผชิญคดีฟ้องร้องอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ...วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ที่จะมีการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?
โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน รวมไปถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และการขายข้าวระบบจีทูจี ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นเรื่องที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ร้องให้มีการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลและการขายข้าวระบบจีทูจีว่าเข้าข่ายทุจริตหรือไม่
ที่หนักหนาสาหัสตอนนี้ เห็นจะเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นซักฟอกนายกฯยิ่งลักษณ์ พร้อมยื่นถอดถอนอีกครั้ง ดังนั้น วิบากกรรมของนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงยังไม่จบเอาง่ายๆ ต้องเหนื่อยหนัก ทั้งที่ไม่ค่อยจะเป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ เรียกว่า "เวลาขึ้นก็เหนื่อยพอแล้ว แต่ตอนนี้ เวลาลงเสมือนถูกถีบลง ยังไงอยู่"
แม้คดีที่ผ่านพ้นจากศาลรัฐธรรมนูญไปได้เปลาะหนึ่ง ไม่กระทบมาถึงการยุบพรรค ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ แต่สำหรับนายกฯยิ่งลักษณ์แล้ว หากยังไม่ทำอะไร คอยแต่ตั้งรับ หรืออาศัยให้โชคช่วยอย่างทุกวันนี้ ปัญหาย่อมถาโถมเข้ามาอีกแน่นอน
ฉะนั้น 2 สิ่ง ที่ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติสำหรับนายกฯ คือต้องบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องจำนำข้าว ต้องจัดการกับเรื่องทุจริตอย่างจริงจัง แม้จะไม่สามารถทำได้ 100%แต่หากจริงใจแก้ปัญหาให้ได้สัก 50% ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้ นายกฯต้องตัดใจ หาผู้ที่ประชาชนยอมรับเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์พาไปหรือพยายาม "ลอยตัว" อยู่เหนือปัญหา เพราะในที่สุดแล้ว ปัญหาก็จะกลับมาทำลายรัฐบาลจนได้!









