สังคมไทยเคยผ่านวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงจนถึงขั้นนองเลือดหลายครั้ง
เหตุการณ์ไทยฆ่าไทยในประวัติศาสตร์ควรจะเป็นบทเรียนสำคัญให้เราหลีกเลี่ยง “สงครามกลางเมือง” ในอนาคตได้ ความรุนแรงนองเลือดในอดีตสะท้อนด้านอัปลักษณ์ของสังคมไทยและระบอบการปกครองที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและไม่สมบูรณ์ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 น่าจะทำให้ผู้มีอำนาจรัฐได้ตระหนักว่า “ความรุนแรงที่กระทำต่อประชาชน” ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น กลับทำให้ปัญหาลุกลามปลายบานและซับซ้อนกว่าเดิม น่าเสียดายยิ่งที่บทเรียนเหล่านี้ไม่ได้เตือนสติหรือปลุกมโนสำนึกให้ “ผู้ถืออำนาจรัฐ” ยึดถือแนวทางสันติธรรมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองเลย เพราะหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ก็เกิดเหตุฆ่ากันอีกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธสงครามยิงใส่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นเพียง 18 ปีก็เกิดเหตุฆ่ากันใจกลางกรุงเทพฯอีกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ผู้ชุมนุมเสื้อแดงถูกพลแม่นปืนสไนเบอร์ไล่ยิงเหมือนมิใช่เพื่อนร่วมชาติ
ขณะที่หลายประเทศก็เคยผ่านเหตุการณ์วิกฤติความขัดแย้งและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งรุนแรงนองเลือดหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาและแสวงหาแนวทางในการปรองดอง วิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา รากฐานของความขัดแย้งเป็นผลจากหลายเหตุปัจจัย ตัวอย่างประสบการณ์จากต่างประเทศช่วยให้เราก้าวข้ามพ้นวิกฤตการณ์ไปสู่สังคมสันติสุขได้
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาควบคู่กับเครื่องมืออื่นๆ ในการยุติความรุนแรงและวิกฤตการณ์ทางการเมือง การสร้างความยุติธรรมในสังคมภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่สังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) จึงมีความจำเป็น กระบวนการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการแสวงหาข้อเท็จจริง การคืนความเป็นธรรม การนิรโทษกรรม การนำคนผิดมาลงโทษเพื่อสร้างบรรทัดฐาน การให้อภัย เมื่อผสนผสานกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างลงตัว กระบวนการสร้างความปรองดอง (Reconciliation) จึงเริ่มเห็นแสงสว่าง
มีกรณีศึกษาหลากหลายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและแนวทางการสร้างความปรองดองในต่างประเทศ แต่ทุกกรณีสามารถยุติความรุนแรงได้และนำไปสู่การเจรจาหารือไกล่เกลี่ยกัน (โปรดดูตารางประกอบ)
ไม่มีกรณีไหนที่จบลงด้วยมาตรการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แล้วเกิดสันติสุข เพราะการตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง ก็จะนำไปสู่ความรุนแรงที่มากกว่าเดิม ฉะนั้น “รัฐประหาร” หรือ “วิธีการนอกวิถีทางประชาธิปไตย” ย่อมไม่ใช่ทางออกของประเทศอย่างแน่นอน สังคมไทยจึงต้องช่วยกันลดเงื่อนไขและปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงนองเลือดรอบใหม่ร่วมกัน เพื่อนำประเทศสู่ความสันติสุข ความก้าวหน้ารุ่งเรือง และ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน






