วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รักประชาธิปไตยจริง ก็ต้องขจัดความรุนแรง

การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์และประชาชน บริเวณถนนราชดำเนินย่างเข้าสัปดาห์ที่สาม ในการต่อต้านรัฐบาล

โดยเริ่มจากความไม่พอใจการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" จากการต่อต้านร่างกฎหมาย กลายเป็นการ "ขับไล่รัฐบาล" ซึ่งขณะนี้ยังไม่อาจประเมินอนาคตได้ว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่จากที่หลายคนเข้าไปสำรวจ รวมทั้งจากปากคำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเอง ก็ระบุตรงกันว่าการชุมนุมของประชาชนบริเวณถนนราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น

ขณะที่ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลดำเนินอยู่นั้น อีกฝ่ายหนึ่ง คือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เดินสายจัดชุมนุมเช่นกัน และจะมีการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานครสัปดาห์นี้ ซึ่งก็ยังไม่อาจประเมินได้เช่นกันว่าการชุมนุมต่อเนื่อง 3 วันนั้น จะเกิดอะไรขึ้น เพราะถือว่าเป็นการชุมนุมใหญ่และเป็นการชุมนุมครั้งที่ 2 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้ว่าเป้าหมายต้องการปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่โดยนัยของการชุมนุมก็ประหนึ่งว่าเป็นการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ความกังวลที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งในกรุงเทพมหานคร นับว่าเป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะเราต้องยอมรับว่าคนที่เข้าร่วมการชุมนุมในสองเวทีนั้น ต่าง "ไม่ชอบ" กัน เท่าใดนัก ยิ่งฟังการปราศรัยของแกนนำทั้งสองเวทีแล้ว ก็ยิ่งมั่นใจว่าการเจรจาตกลงใดๆ คงเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ดังนั้น จึงสร้างความกังวลอย่างมากสำหรับคนที่คุ้นเคยกับการชุมนุมทางการเมืองว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายมาก เพราะคนที่มารวมกันจำนวนมากนั้นย่อมมีอารมณ์อ่อนไหวมากกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสมอ

แน่นอนว่า คนเป็นรัฐบาลย่อมไม่อยากเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นจากประชาชนที่ตนเป็นผู้ดูแล เพราะหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมา ก็ยิ่งปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก อีกทั้งการชุมนุมของบางกลุ่มนั้นเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลเสียเลย ดังนั้นหากเกิดความรุนแรงขึ้นย่อมส่งผลกระทบกว้างไกลกว่าเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น แต่อาจจะส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ผ่านมา ในช่วง 2 ปี ความกังวลเรื่องความรุนแรงดูเหมือนจะลดน้อยลงไป

อย่างไรก็ตาม หากติดตามความคิดเห็นของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองเวที รวมทั้งความเห็นของนักการเมือง ทั้งฝั่งฝ่ายค้านและรัฐบาล ต่างก็มีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างมาก และเชื่อไปในทางเดียวกันว่าระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นจะเป็นระบอบที่ตอบปัญหาความขัดแย้งและปัญหาของสังคมได้ แต่ทุกกลุ่มก็เห็นว่าขณะนี้ประชาธิปไตยมีปัญหา จึงต้องหาทางแก้ไข แม้ว่าแต่ละกลุ่มมองปัญหาของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันต่างกัน แต่ก็ยังดีที่เห็นว่าเป้าหมายของประชาธิปไตยสอดคล้องกัน

เป้าหมายของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง คือ การแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากความรุนแรงทางกายภาพ ซึ่งเราเห็นว่าการแสดงความเห็นในพื้นที่สาธารณะในขณะนี้ กำลังมีความสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง ดังนั้น หากผู้ที่เห็นว่าประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์แล้ว ก็จงช่วยกันขจัดความรุนแรง และเราเห็นว่าทุกฝ่ายควรจะใช้บทเรียนจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา เป็นบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง ดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ก็เป็นที่แจ่มชัดว่าความรุนแรงนั้น มีแต่จะสร้างปัญหาต่อเนื่องยาวนาน หาใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างที่เข้าใจกัน