วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความรันทด, ความกลัว, น้ำตา, และความหิวโหย

โศกนาฏกรรมของชาวฟิลิปปินส์ จากการถล่มยับเยินของไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” (คนท้องถิ่นเรียก Typhoon Yolanda)

เป็นอีกหนึ่งตำนานของภัยพิบัติธรรมชาติ ที่โหดร้ายกว่าที่มนุษย์พึงจะคาดคิดได้

นักหนังสือพิมพ์ชาวฟิลิปปินส์ ในเครือเนชั่นคนหนึ่งตกอยู่ในสภาพของความเศร้าสลด และวุ่นวายใจอย่างยิ่ง

เพราะบ้านเกิดเธอคือเมือง “ตาโคลบาน” (Tacloban) ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลทางตะวันออกของประเทศ

วันเกิดเหตุนั้น สิ่งแรกที่เธอคิดถึงทันที คือ คุณแม่และพี่สาวที่อยู่บนเกาะแห่งนั้น

“ดิฉันตกใจมากเพราะไม่นึกว่าจะเกิดเหตุร้ายอย่างนี้กับคนที่บ้าน พยายามติดตามทางโทรศัพท์ แต่การคมนาคมถูกตัดขาดหมด มีแต่สัญญาณ SOS ขอความช่วยเหลือ ยิ่งทำให้ดิฉันตื่นตกใจ...พยายามตรวจสอบข่าวตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ไร้ผล ไม่แน่ใจว่าคนที่บ้านเป็นตายร้ายดีอย่างไร...”

ยอดคนเสียชีวิตวิ่งจาก 100 เป็น 1,000 เป็น 10,000 ภายในสองวัน

แม้ว่าวันนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโน จะบอกว่ายอดคนตายอยู่ที่ประมาณ 2,000 ราย แต่การค้นหาศพยังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ภาพที่ออกมาสู่สายตาชาวโลกสะท้อนถึงความเสียหายอย่างหนักหน่วง ที่นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า “เลวร้ายที่สุดในหนึ่งศตวรรษ”

เมื่อวันพุธ นักข่าวฟิลิปปินส์ของเราได้ข่าวที่พอจะทำให้เบาใจได้บ้าง แต่ความห่วงกังวลอย่างไม่จางหายไปง่ายๆ

เธอติดต่อคุณแม่บนเกาะที่ไต้ฝุ่นยักษ์กวาดบ้านช่องราบคาบได้แล้ว พอจะโล่งใจได้บ้าง คุณแม่พยายามจะขอขึ้นเครื่องบินทหารเพื่อไปยังเมืองหลวงมะนิลา

แต่มีผู้คนแย่งกันขึ้นเครื่องบินกันแน่นขนัด คิวยาวเหยียดเพราะต่างคนต่างก็ต้องการหนีจากซากตึกรามบ้านช่อง ไฟฟ้าตัดขาด ที่เลวร้ายกว่านั้นคืออาหารการกินขาดแคลน ญาติพี่น้องสูญหาย ตามหากันจ้าละหวั่น

อาการป่วยไข้และโรคติดต่อก็มาซ้ำเติมอย่างไม่ปรานี

“ดิฉันไม่โทษคนที่ปล้นอาหารการกินจากร้านรวงและบ้านช่องคนอื่น เพราะคนเราเมื่อหิวโหยก็ย่อมต้องดิ้นรน พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมบ้านเกิด ถ้าไม่เดือดร้อนหรือเจียนตายก็คงไม่ปล้นบ้านคนอื่นแน่นอน...” นักข่าวฟิลิปปินส์ของเราบอก

เธอร้องไห้หลายรอบก่อนตัดสินใจบินจากกรุงเทพฯ ไปมะนิลา โดยหวังว่าจะได้พบกับแม่และพี่สาว เพราะเธอไม่สามารถจะหาเที่ยวบินจากมะนิลาไปบ้านเกิดได้

ในภาวะอย่างนี้ การมีชีวิตรอดก็ถือเป็นโชคมหันต์ แต่การที่เพื่อนร่วมหมู่บ้านต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ ย่อมเป็นประสบการณ์ที่สร้างความรันทดอย่างหนักหน่วง

ประชาคมโลกส่งความช่วยเหลือในรูปของเงินและอาหารกันอย่างเร่งด่วน แต่ปัญหาใหญ่คือข้าวปลาอาหารเหล่านี้ไปกองเป็นพะเนินอยู่ที่สนามบิน ไม่อาจจะส่งไปถึงมือของผู้หิวโหยและหนาวเหน็บ ทั้งยังขาดที่ซุกหัวนอนได้

เพราะว่าถนนหนทางถูกตัดขาด สะพานพังพินาศ ไฟฟ้าดับทั้งเมือง และแม้แต่ตำรวจก็ไม่อาจทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้ เพราะครอบครัวของตำรวจเองก็กลายเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ ต้องหาทางอยู่รอดเช่นกัน

ผู้ชายต้องเฝ้าบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้คนมาปล้นสะดม

ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก จึงต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้อยู่รอดไปชั่วโมงต่อชั่วโมง

ศพของเหยื่อไต้ฝุ่นมีให้เห็นเกลื่อนกลาด และศูนย์อพยพก็กลายเป็นหลุมฝังศพ เพราะชาวบ้านที่หนีไปอยู่ชั้นใต้ดินถูกกระแสน้ำอันรุนแรงพัดพาสูญหายไปอย่างน่ากลัวยิ่ง

ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่าคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าหาหมู่บ้าน “เหมือนเราถูกโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้า...และเราต่างก็คิดว่าเราต้องตายแน่ๆ”

“ไห่เยี่ยน” เป็นภาษาจีน แปลว่า “นกนางแอ่นทะเล”...ใครจะนึกว่าเจ้านกตัวน้อยๆ ที่บินถลาไปได้ไกลในท้องทะเล จะนำมาซึ่งภัยร้ายแรงเกินความคาดฝันของชาวฟิลิปปินส์ได้ถึงขนาดนี้?