จากที่ศาลโลกมีคำตัดสินกรณีเขาพระวิหาร ตามที่ไทย-กัมพูชา ได้ยื่นรายละเอียดต่อสู้คดี ไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556
ซึ่งยังมีข้อถกเถียงตามกันมา ทั้งฝ่ายที่เห็นว่าไทยไม่เสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร และฝ่ายที่เห็นว่า ไทยเสียดินแดนเพิ่มเติมจากที่ศาลโลกเคยตัดสินไปเมื่อปี 2505 ที่ประชุมรัฐสภาวานนี้ (13 พ.ย.) นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะการดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไทยคดีปราสาทพระวิหาร ได้ขึ้นชี้แจงว่า ในคำพิพากษาของศาลโลกได้ระบุว่า ศาลมีอำนาจรับตีความตามคำร้องของกัมพูชา แต่ไม่มีอำนาจชี้ชัดเส้นเขตแดน ซึ่งศาลตีความสิ่งที่เคยได้พิพากษาไปแล้วเท่านั้น หมายถึงศาลได้ตีความในขอบข่ายของบทปฏิบัติการในคดีเดิมคืออำนาจอธิปไตยเหนือยอดเขา (promontory) พระวิหารเท่านั้น เนื่องจากศาลโลกเห็นว่า ไทย - กัมพูชามีความเห็นที่แตกต่างต่อคำตัดสินศาลโลก ปี 2505
คำว่า "Promontory" เป็นภาษาฝรั่งเศส ทางฝ่ายไทยได้นิยามความหมายว่า ยอดเขา ภายหลังที่ศาลโลกมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยใช้คำว่า "ชะง่อนผา" และ "Promontory" ได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีขนาดเท่าไร แม้ว่า ศาลโลกจะเห็นว่า บริเวณใกล้เคียงปราสาทหรือพื้นที่ในคดีเดิมมีขนาดเล็กที่เห็นได้โดยชัดเจน ตามลักษณะภูมิศาสตร์อย่างที่กัมพูชาได้กล่าวเป็นข้อสนับสนุนในการยื่นขอตีความ แต่ในคำตัดสินของศาลโลกครั้งนี้ เห็นว่า ภูมะเขือที่เป็นพื้นที่ใน 4.6 ตารางกิโลเมตรไม่ได้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร และศาลก็ไม่ได้รับตีความพื้นที่ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่พิพาทในคดีเดิม อีกทั้งคำตัดสินศาลโลกครั้งนี้ ยอมรับว่าการถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ 1:200000 ลงบนภูมิประเทศจริงนั้นเป็นไปได้ยาก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้ ยังไม่นับว่าแผนที่ภาคผนวก 1 นอกจากนี้เส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200000 ไม่ผูกพันไทยกับกัมพูชาของผลคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับพื้นที่นอกบริเวณใกล้เคียงปราสาท แต่อย่างใด
คำพิพากษาของศาลโลก ระบุว่า ศาลไม่สามารถวินิจฉัยเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 และให้ทั้งสองฝ่ายไปเจรจาเรื่องเขตแดนกันเอง แต่การตีความของนักวิชาการ นักกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองในประเทศไทยยังคงมีปัญหาการตีความคำตัดสินของศาลโลกยุคปัจจุบัน ที่ได้ตีความวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อ 51 ปีที่ผ่านมา เป็นประเด็นถกเถียงการได้ดินแดน หรือเสียดินแดนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเห็นว่า การเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกันเช่นนี้ พื้นที่ชายแดนที่มีปัญหา ควรที่จะนั่งโต๊ะเจรจากัน จัดการพัฒนาพื้นที่ และสร้างประโยชน์ร่วมกันน่าจะเป็นทางออกที่ดี และสวยงามกว่าจะขยายเป็นประเด็นขัดแย้งแตกแยกทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ
เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ก็ควรจะหาทางออกด้วยการเจรจากัน ส่วนความถูกความผิดของใคร ฝ่ายไหนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตัดสินไปอย่างถูกต้องตามครรลอง ไม่ใช่มุ่งแต่จะเอาชนะกันโดยไม่มีใครฟังใคร ผลสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้คือความสูญเสียของประเทศ ซึ่งผู้เจริญแล้ว และผู้มีวุฒิภาวะ ต้องกระทำการใดๆ โดยมีสติไตร่ตรอง









