อุทาหรณ์กรณีพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แบบเหมาเข่ง สะท้อนความจริงตามปรัชญาความเชื่อที่ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตนั้นพาไปหาผล (ดี)
โดยส่วนตัวเชื่อว่าทั้งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมไปถึงคุณทักษิณ ชินวัตร มีคนเก่งกล้าสามารถความคิดฉลาดหลักแหลมแวดล้อมอยู่มากมาย แต่เรื่องน่าห่วงใยประการหนึ่งคือ คนจำนวนมากที่ห้อมล้อมหน้าหลังอยู่นั้น ส่วนใหญ่ “คนดีจริงดีแท้” เป็นกัลยาณมิตรออกจะหายากยิ่งนัก
การมุ่งมั่นด้วยความเชื่อในฐานะผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ทำให้ “เสียงทัดทานใดๆ” ถึงแม้จะดังและกึกก้องเพียงใด ก็ดูเหมือนทางฝ่ายรัฐบาลจะไม่ได้ยินหรือไม่คิดจะโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะอาจด้วย “ข้อคิดความเห็นของคนรอบช้างที่นำเสนอแต่สิ่งซึ่งมองไปทางไหนก็ไม่มีอุปสรรคขวากหนาม เห็นแต่ความสำเร็จอันสดใสรออยู่เบื้องหน้า” จึงทำให้เดินหน้าถลำลึก เรียก “แขก” ออกมาเต็มท้องถนนในหลายพื้นที่
ถึงกระแสความเคลื่อนไหวที่เกือบจะ “โค่นรัฐบาล” ได้อ่อนตัวเหมือนพายุที่ตั้งเค้าเป็นพายุใหญ่แต่กลับกลายเป็นลมมรสุมหรือพายุฝนธรรมดา เพราะรัฐบาลยอม “เสียหน้า” ใส่เกียร์ถอยแบบสุดกำลัง ถึงแม้แกนนำของ “ฝ่ายค้าน” จะเลือกใช้ยุทธศาสตร์การลาออกเพื่อเดินหน้าหมดหน้าตักอย่างที่พูดๆ กัน แต่กระแสไม่แรงพอจะทำให้เกิดความสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลที่เพิ่งผ่านการลุ้นคดีประวัติศาสตร์พระวิหารมาสดๆ ร้อนๆ
การตีความโดยคำพิพากษาของศาลโลก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “หากไม่มีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งคดีต่างๆ จะต้องได้รับความยินยอม (contentious case) ของคู่กรณี” สภาพดังเดิมนั้นถึงจะมีคำตัดสินในปี 2505 ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายได้ประโยชน์แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องอาณาบริเวณ (vivcinity) ที่แวดล้อมบริเวณตัวปราสาท พร้อมทั้งทางขึ้นไปสู่ตัวปราสาท แต่คำตัดสินในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 มีความพยายามที่จะทำให้สิ่งที่คลุมเครือมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งคนที่ตามเรื่องนี้มาแต่ต้นอย่างระมัดระวังจะพบว่า ความเพลี่ยงพล้ำในทางการเมืองระหว่างประเทศครั้งนี้ ทางพรรคฝ่ายค้านในขณะทำหน้าที่บริหารปกครองประเทศย่อมต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ความพยายามจะหยิบยกประเด็นผลคำพิพากษามาเป็นเชื้อทางการเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระทำได้อย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก
ถึงแม้รัฐบาลในวันนี้อาจยัง “โชคดี” ที่สามารถปรับตัวและเลือกใช้ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวต่างๆ แต่สิ่งที่ได้ดำเนินการไปหลายๆ อย่างเป็นการสะท้อนความจริงว่า รัฐบาลกับกลุ่มก้อนทางการเมืองอย่าง “พลพรรคเสื้อแดง” เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยกไม่ออก เพราะพอรัฐบาลออกมาปรามหรือมีคนออกมาประสาน ทางฝ่าย “เสื้อแดง” ที่ดูแข็งขืนดึงดันก็สามารถหันหลังกลับหรือหักมุมได้อย่างทันท่วงที
ยิ่งกว่านั้นยังพบอีกว่า ทางฝ่ายวุฒิสมาชิกโดยเฉพาะในส่วนที่มาจากการเลือกตั้งและสรรหา (บางส่วน) แสดงตนเสมือนอยู่ภายใต้การควบคุมสั่งการของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน ทำให้ความน่าเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนต่อบทบาทในการตรวจสอบและคานอำนาจรัฐบาลแลดูเป็นเรื่องน่า “ขบขัน” และถึงขั้นมีคนเห็นพ้องกันว่าการมีอยู่หรือการไม่มีวุฒิสภาแทบไม่มีความแตกต่างกัน หากการทำหน้าที่ของวุฒิสมาชิกยังมีสภาพอย่างที่เห็น ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านไป ถึงขั้นฝ่ายค้านโยนเก้าอี้ หรือวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุม กลายเป็นเรื่องมี “น้ำหนัก” ให้ต้องนำกลับมาคิดตริตรองถึงความเหมาะควรในการผ่านการแก้ไขเปิดทางให้มี “สภาผัวเมีย” กันได้อีก
นี่คือสิ่งที่เป็นประจักษ์พยานอย่างที่รัฐบาลไม่พึงโต้แย้งว่า ผลพวงทั้งหมดมาจาก “กุนซือ” บรรดาที่ปรึกษาการเมืองและกฎหมายที่แวดล้อมอยู่อย่างมากมาย ทุกคนพยายามแสดง “ศักยภาพ” อวดตนว่า เป็นผู้มากความรู้ ความสามารถ และอยู่เคียงข้างผู้นำรัฐบาล แต่วันนี้ผลงานที่ออกมาของคนเหล่านี้ หากรัฐบาลยัง “ลุ่มหลงในคำหวาน คำป้อยอ” ของคนเหล่านี้ เหมือนต้องมนต์ไม่เสื่อมคลาย ขอเรียนด้วยความเคารพว่า คนที่จะพารัฐนาวาเกยตื้นไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่ใช่พรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่ คปท. ไม่ใช่พันธมิตรฯ แต่คือ คนใกล้ตัวที่แวดล้อมนายกรัฐมนตรี และ ผู้นำผู้มีอำนาจเต็มของพรรคเพื่อไทย
ถ้ารัฐบาลยังต้องการรักษาสถานะเอาไว้ให้มั่นคง ต้องกล้าจะตัดเนื้อร้าย เลือกใช้ “คนดีจริง เก่งจริง” ซึ่งมีความหวังดีแต่มีปราการของคนจำพวกที่หยิบยกมาข้างต้นคอย “กีดกัน” และสกัดกั้นเพราะเกรงว่าจะถูกแย่งชิงเอาผลประโยชน์หรือลาภยศของตนไปต่อหน้าต่อตา ชี้ชัดขนาดนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีคงทราบนะครับเป็นใครกันบ้าง






