ผมเขียนตัวหนังสือติดฝาห้องข้างที่นอน ตัวใหญ่ๆ อ่านได้ความว่า The Silent Majority has spoken.
ความตื่นตัวของคนไทยที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” อย่างกว้างขวาง เหนือความคาดหมายของฝ่ายผู้มีอำนาจ จะต้องย้อนกลับไปสู่การรณรงค์ของ “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ไทย)” ที่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งมั่นมาหลายปี
แรกเริ่มนั้น แกนนำขององค์กรนี้ หลายท่านรวมถึง คุณประมนต์ สุธีวงศ์ และผู้ก่อตั้งอย่าง คุณดุสิต นนทะนาคร ผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยบ่นทำนองไม่แน่ใจว่าสังคมไทย จะตระหนักในความสำคัญ ของการต่อต้านพฤติกรรมฉ้อฉลมากน้อยเพียงใด
เพราะในจังหวะที่มีการก่อเกิดของหน่วยงานเอกชน ที่ระดมหาพันธมิตรจากหลายภาคส่วนของสังคมนั้น มีการสำรวจความเห็นของประชาชนหลายครั้ง ที่มีผลออกมาเกือบจะตรงกันทุกครั้งว่าคนไทยจำนวนหนึ่ง ยอมให้มีการโกงกินได้ หากพวกเขาได้ประโยชน์ด้วย
ข้อมูลเช่นนี้ จะสะท้อนถึงความรู้สึกแท้จริงของสังคมไทยแม่นยำแค่ไหน หรือไม่ ไม่มีใครสามารถประเมินได้ บ้างก็ว่าเป็นการสุ่มสำรวจคนบางกลุ่ม ที่อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนของคนไทยจริง บ้างก็ว่าคำถามที่ตั้งไป อาจจะทำให้คำตอบบิดเบือนไปจากความจริงได้
แต่ปรากฏการณ์ “ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ครั้งนี้ ยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ยัง “ปกติ” นั่นคือ ยังไม่ยอมรับความชั่วร้ายเป็นมาตรฐานของสังคมไทย
ผู้คนที่ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ต่างยืนยันว่า เพราะพวกเขาไม่สามารถจะยอมยกโทษให้คนโกงกินได้เป็นอันขาด
และโดยไม่ต้องมีแกนนำ โดยไม่ต้องมีการไปกวาดต้อน และโดยไม่ต้องมีสัญลักษณ์ของสีเสื้อหรือโลโก้การเมืองใดๆ ผู้คัดค้านที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างมืดฟ้ามัวดินนั้น มาจากสาขาวิชาชีพหลากหลาย เกินกว่าที่กลุ่มการเมืองใดจะสามารถไประดมมาแสดงละครชั่วครั้งชั่วคราว
นี่คือ ผลจากการสร้างความตระหนักของ “ภาคีต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย” ที่ได้ทำกิจกรรมเรียกร้องให้คนไทยตื่นขึ้นจากภวังค์ และเข้าหาคนทุกรุ่นทุกกลุ่มวิชาชีพ เพื่อปลุกสำนึกของคนในชาติให้ร่วมกัน ไม่ยอมรับพฤติกรรมคดโกงที่เป็นมะเร็งร้ายของประเทศไทย
รวมไปถึงการรณรงค์ในระดับเยาวชน เพื่อยืนยันว่า “โตไปไม่โกง” ซึ่งผมเชื่อว่าได้เกิดผลที่ซึมลึกในระดับต่างๆ ของสังคมไทย จนเกิดประกายไฟลุกลามทุ่งอย่างรวดเร็วเมื่อพรรคเพื่อไทย กระทำการอันอัปยศด้วยการ “ลักหลับ” ยกมือผ่านวาระ 2 และ 3 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตอนตีสี่ครึ่ง โดยไม่สนใจว่าคนไทยจะคิดอย่างไรกับพฤติกรรมเช่นนั้น
เพราะว่านักการเมืองผู้มีอำนาจเหล่านี้ ปรามาสว่าคนไทยไม่ใส่ใจกับเรื่องโกงกินแล้ว หรือไม่ก็เชื่อตามผลการสำรวจ (ผิดๆ) ที่ว่าคนไทยไม่แคร์เรื่องคอร์รัปชัน ตราบเท่าที่พวกเขาได้ประโยชน์จากผู้มีอำนาจ
นั่นคือ ความเข้าใจผิดอันร้ายแรงของผู้ปกครองประเทศ ที่ประเมินมาตรฐานของคนไทยต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างยิ่ง จนนำมาซึ่งความพังยับเยินของรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย อย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้
ภารกิจอันน่าชื่นชมของภาคีต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้สร้าง “ภูมิต้านทาน” ต่อการฉ้อฉลโกงกินบ้านเมืองเบื้องต้นเอาไว้แล้ว ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพราะประเด็นเรื่องนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” เป็นเรื่องหนึ่งในมากมายหลายประเด็นของคอร์รัปชันในประเทศ
การโกงกินของผู้มีอำนาจทางการเมือง ยังแฝงไว้ในโครงการต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลขาดทุนหลายแสนล้านต่อปี โครงการป้องกันน้ำท่วม ที่มีงบ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ใช้งบ 2.2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศอย่างยิ่ง
The Silent Majority has spoken
เสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่เคยเงียบงัน ได้ส่งเสียงอันก้องกังวานแล้วว่า “เราจะไม่ยอมให้คนโกงปกครองประเทศ”
ภารกิจของ เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน...เพิ่งเริ่มต้น!









