วันนี้ ทุกสายตาพุ่งไปที่ศาลโลก กรุงเฮก และไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ความจริงก็คือว่า ไทยกับกัมพูชา
จะต้องอยู่ร่วมกัน และต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะการเผชิญหน้ารอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือความมั่นคงก็ตาม
เชื่อได้หรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่นายกฯฮุนเซน ของกัมพูชา ออกมาเตือนทหารของตนตรงชายแดนให้มีความระมัดระวัง ไม่ทำอะไรที่จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทยก็ส่งสัญญาณคล้ายกัน
ดังนั้น ไม่ว่าศาลโลกจะมีคำตัดสินอย่างไร, เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายที่จะต้องไม่กระทำการใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้เกิดการปะทะกันรอบใหม่ตรงชายแดน
และหวังว่าจะไม่มีใครหรือกลุ่มไหน จะยั่วยุด้วยความรู้สึกชาตินิยมเกินเหตุ เพื่อทำให้เกิดความตึงเครียดอีกครั้งหนึ่งระหว่างสองประเทศ
และผมหวังเช่นกันว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือ International Court of Justice (ICJ) จะมีมติที่ออกมาเพื่อให้ไทยกับกัมพูชา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และหากสองชาติจะสามารถร่วมกันพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย, ก็จะเป็นนิมิตหมายอันดียิ่งเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือของเพื่อนบ้านทั้งสองได้
ที่น่าห่วงกว่านั้นคือเรื่องภายในประเทศของเราที่มาจากการที่รัฐสภาได้ผ่านสามวาระของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งมีผลทำให้เกิดความระแวงสงสัยว่ารัฐบาลอาจสามารถไปงุบงิบทำอะไรกับเขมรในเรื่องที่เกี่ยวกับ
• หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
• หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และ
• หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 มีผลทำให้การเสนอทำหนังสือสัญญาทั้ง 3 ประเภทนี้ไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีไม่ต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน อีกทั้งคณะรัฐมนตรีก็ไม่ต้องชี้แจงต่อรัฐสภา และไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา
พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเมื่อมีการแก้ไขมาตรานี้แล้ว คณะรัฐมนตรีก็ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนเจ้าของประเทศอย่างเรา ๆ เข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา
เห็นได้ชัดว่าการแก้ไขเช่นนี้ทำให้ฝ่ายบริหาร (ซึ่งก็คือนักการเมืองและนักเลือกตั้ง) สามารถผูกขาดอำนาจ ตัดกระบวนการตรวจสอบของประชาชน และปิดทางที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะสามารถทำหน้าที่ถ่วงดุล และตรวจสอบข้อมูลก่อนที่รัฐบาลจะกระทำการ ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศทั้งด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน
มีคนเริ่มกลัวแล้วว่า หากนักการเมืองฉ้อฉลแอบนำทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไปทำสัมปทานกับต่างประเทศโดยไม่ต้องผ่านการถกแถลงกันในรัฐสภา และประชาชนไม่สามารถขอรับรู้รายละเอียดได้ก่อนการตัดสินใจ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักการเมืองจะไม่ “ปล้น” ชาติด้วยการไปแอบทำข้อตกลงกับประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
ที่เห็นชัดก็คือว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นการทำลายกลไกถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
อีกทั้งยังเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน ไม่สามารถเข้าไปรับรู้และซักถามประเด็นต่าง ๆ ในกระบวนการที่รัฐบาลทำสัญญากับต่างประเทศได้อีก
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติผ่านวาระ 3 ด้วยคะแนน 381 ต่อ 165 เสียง (งดออกเสียง 9 เสียง) ไปแล้ว
ไม่มีอะไรสายเกินแก้ไขหากเป็นผลประโยชน์ของชาติ ทั้งสำหรับคนไทยรุ่นนี้และรุ่นลูกรุ่นหลาน!






