นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำหลายครั้งในการแถลงข่าวว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
และมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่เมื่อประชาชนไม่ต้องการสิ่งใด โดยเฉพาะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังสร้างวิกฤติการเมืองอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลก็พร้อมจะทำตามเสียงของประชาชน ซึ่งการอ้างเสียงส่วนใหญ่และรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยนั้น เรายังได้ยินได้ฟังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างอยู่เสมอ ในการผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎร
แต่จากสถานการณ์การชุมนุมประท้วง และการแสดงออกของความไม่พอใจของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมในขณะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากไม่พอใจร่างกฎหมายที่อ้างว่ามาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และไม่พอใจอย่างมากต่อขั้นตอนการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมตามระบอบรัฐสภา แม้ว่าการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะถูกต้องตามกระบวนการเสนอกฎหมายทั้งหมดก็ตาม เพราะประชาชนที่ประท้วงอยู่ในขณะนี้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรม
ดังนั้น การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นอย่างทั่วไปในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดบางประการ ของประชาธิปไตยแบบ"ตัวแทน" แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าได้รับชัยชนะเลือกตั้งและอ้างได้ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ แต่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลมีอำนาจในการตัดสินใจในทุกเรื่องโดยไม่ฟังเสียงฝ่ายใด เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็จะเกิดการชุมนุมประท้วงจากคนที่ไม่เห็นด้วยตามท้องถนน เหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
หลักการสำคัญประการหนึ่งที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลลืมพูดถึง เมื่ออ้างว่ามีอำนาจอธิปไตยจากปวงชน คือ การรับฟังเสียงข้างน้อย ทำให้รัฐบาลมักถูกกล่าวหาอยู่ตลอดเวลาว่า"พวกมากลากไป" ในระบบรัฐสภา และยิ่งรัฐบาลบริหารประเทศท่ามกลางความแตกแยกของผู้คน อีกทั้งการแบ่งเป็นฝักฝ่ายเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลบริหารประเทศแบบเลือกที่รักมักที่ชัง โดยเอาใจกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งทำให้ถูกโจมตีว่ารัฐบาลบริหารแบบ"เลือกปฏิบัติ" เป็นการบริหาร"พรรค"มากกว่าบริหาร"ประเทศ"
การแสดงพลังของประชาชนในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลแบบ"ตัวแทน"ไม่อาจเป็นเกราะป้องกัน สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลได้เสมอไป แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่"ความชอบธรรม" และการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในครั้งนี้ บางคนเห็นว่าบทบาทของ"สื่อสมัยใหม่"นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่เบื้องหลังของ"พลังของสื่อใหม่"ในครั้งนี้คือประชาชนรู้สึกว่ายอมรับไม่ได้กับสิ่งที่รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการ เพราะประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำที่มากเกินไปสำหรับการอ้างว่าเป็น"ตัวแทนของประชาชน"
เราเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่ได้สร้างบทเรียนสำหรับนักการเมืองที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน หรือประชาธิปไตยแบบ"เสียงข้างมาก"ในระบบรัฐสภา อีกทั้งกำลังสร้างพลังใหม่ทางสังคมให้เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มคนที่ไม่เกี่ยวกับ"พรรคการเมือง"โดยตรง และอาจเป็น"มิติใหม่"ของสังคมไทยที่ประชาชนเบื่อหน่ายกับนักการเมือง ในการบริหารประเทศที่มักเข้าไปแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ในระบอบประชาธิปไตย เป็นพลังของ"ภาคประชาชน"ที่จับจ้องการทำงานของนักการเมือง






