วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลของความขัดแย้ง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม

ทางออกของปัญหาความขัดแย้งเรื่อง พ.ร.บ. ฉบับเหมาเข่งสุดซอย ก็คือ วุฒิสภาพิจารณาไม่รับร่างของสภาผู้แทนราษฎร

และ ตีกลับให้สภาผู้แทนฯแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งควรนิรโทษกรรมให้เฉพาะคดีการเมืองของประชาชนทุกฝ่ายทุกสีและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การนิรโทษกรรมใดๆ ที่ขัดกับหลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมนิติรัฐสามารถทำได้ยากมากในสังคมยุคใหม่ที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น และความขัดแย้งอันซับซ้อนยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ สังคมไทยควรได้ใช้พลิกวิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศ

มีการประเมินในเบื้องต้นว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยืดเยื้อ บานปลายจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจปีหน้า 1-1.5% และน่าจะทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงจากระดับก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งไม่ต่ำกว่า 10% สิ่งที่น่าห่วงใยมากกว่า คือ ผลที่มีต่อประเทศในระยะยาวทั้งในเรื่องความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจและโอกาสทางการลงทุน

เหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงต่างๆ ได้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ความขัดแย้งรุนแรงบางประเทศบางเหตุการณ์นำมาสู่สงครามกลางเมือง บางเหตุการณ์สามารถยุติลงได้ด้วยกระบวนการเจรจาหารือกัน บางเหตุการณ์ยุติด้วยกระบวนการทางการเมืองหรือรัฐศาสตร์ บางความขัดแย้งสามารถยุติได้ด้วยระบบนิติรัฐนิติธรรม อย่างไรก็ตาม ทุกความขัดแย้งรุนแรงย่อมส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ ในประเทศที่เกิดสถานการณ์สงครามกลางเมืองได้ฉุดรั้งประเทศสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและต้องเผชิญกับภาวะความถดถอย บางประเทศมีประสบการณ์ถดถอยยาวนานหลายทศวรรษ ขณะที่บางประเทศสามารถพลิกฟื้นตัวเองได้ในเวลาไม่นานนัก

การสร้างความปรองดองและสันติสุขเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องทำให้เกิดขึ้น ความขัดแย้งของไทยเป็นความขัดแย้งภายในรัฐ (Intrastate Conflict) ที่ยืดเยื้อและรุนแรงมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่การรัฐประหารได้ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ขยายวงมากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง มีความเข้าใจประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน มีความเคลือบแคลงในระบบยุติธรรมและระบบนิติธรรมของประเทศ มีปัญหาคดีทุจริตคอร์รัปชันและการกล่าวหาว่ามีการทุจริตของผู้นำทางการเมือง มีข้อสงสัยต่อความเป็นธรรมกรณีการตัดสิทธิทางการเมืองและยุบพรรคการเมือง อีกด้านหนึ่งก็มองว่ามีเผด็จการรัฐสภาใช้เสียงข้างมากโดยไม่ฟังเหตุผล ขณะที่ก็เกิดตุลาการภิวัฒน์หรือบางท่านเรียกว่าตุลาการรัฐประหารและมีการแทรกแซงโดยองค์กรอิสระ มีการขยายตัวของสื่อเลือกข้างเพื่อปลุกเร้ามวลชนของฝ่ายตัวเอง มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม มีการกล่าวอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังเป็นความขัดแย้งที่เดิมพันสูง คู่ความขัดแย้งจึงไม่ยอมรอมชอมกันมากนัก

ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ และสภาพความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบันและอนาคต เรามีวิธีการหลายอย่างที่แสวงหาทางออกให้กับประเทศและพาสังคมไปสู่ความสันติสุขได้ เริ่มจาก

1. ต้องแก้ปัญหาโดยยึดหลักการประชาธิปไตยและนึกถึงผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศและประชาชน

2. ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

3. เปิดให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งที่มีอำนาจตัดสินใจโดยอาจอาศัยฝ่ายที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ย (Mediation)

4. การพูดคุยสานเสวนา (Dialogue) ทั้งภายในและระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ในสังคมเพื่อปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

5. การสร้างกระบวนการคืนความเป็นธรรมและชดเชยความเสียหาย (กรณีสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วไม่พบความผิดใดๆ)

6. การผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองทั้งหมด ส่วนคดีอาญาและคดีทุจริตคอร์รัปชันต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรมตามปรกติ

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาและหลักการของกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ นายวรชัย เหมะและคณะ ซึ่งมีเนื้อหาให้นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่ายทั้งฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายเสื้อเหลือง แต่ยกเว้นแกนนำและผู้สั่งการ ผู้รักความเป็นธรรมต่างมีความหวังว่าจะมีการปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่ไม่มีความผิดและสร้างความปรองดอง

แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหากฎหมายนิรโทษกรรมครอบคลุมบุคคลและกลุ่มบุคคลต่างๆ เพิ่มเติมและขยายขอบเขตเวลาเพิ่มเติมอีก จนกระทั่งถูกเรียกว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เหมาเข่งหรือสุดซอย

พ.ร.บ. นิรโทษกรรมตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากก่อให้เกิดความขัดแย้งและก่อให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการนิรโทษกรรมต่อความผิดทางอาญาและผู้สั่งการปราบปรามการชุมนุมจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต รวมทั้งการนิรโทษกรรมต่อคดีทุจริตคอร์รัปชัน จะส่งผลกระทบต่อระบบประชาธิปไตย ต่อเสถียรภาพทางการเมือง และจะทำให้เกิดความขัดแย้งด้วยความรุนแรงนองเลือดเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส่งผลกระทบต่อระบบธรรมาภิบาล ระบบนิติรัฐนิติธรรมของประเทศทั้งในระยะสั้นระยะยาว และจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

การตัดสินเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญต่ออนาคตประเทศ ต่อการสร้างความปรองดองสันติสุข ต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย และต่อเศรษฐกิจของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ฉะนั้นจึงต้องตัดสินใจให้รอบคอบ ด้วยเหตุผล ด้วยหลักการและยึดถือผลประโยชน์ของมหาชนและประเทศ

ระบบธรรมาภิบาลและระบบนิติธรรมนิติรัฐนั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ดัชนีธรรมาภิบาล (Good Governance Index) ได้ถูกจัดทำและพัฒนาขึ้นโดย ธนาคารโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ตลอดระยะเวลาร่วม 17 ปี ดัชนีดังกล่าวได้มีการพัฒนาเป็น ดัชนี WGI (Worldwide Governance Indicators) ดัชนีดังกล่าวประกอบไปด้วย

- ระดับความเป็นประชาธิปไตยและหน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมือง (Voice and Accountability) ดัชนีจะวัดระดับความเป็นประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพโดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพของสื่อ และหน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมือง

- ความมีเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability)

- ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Effectiveness)

- คุณภาพของกฎระเบียบ (Regulatory Quality)

- ระบบนิติธรรมนิติรัฐหรือการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law)

- การควบคุมการทุจริตคอร์รัปชัน (Control of Corruption)

จากข้อมูลของธนาคารโลก ไทยมีดัชนีธรรมาภิบาลในอันดับกลางๆ เมื่อเทียบกับเอเชียด้วยกันตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา จากข้อมูลตารางของธนาคารโลกพบว่า คะแนนปัจจัยเรื่อง Voice and Accountability และ Political Stability ลดลงอย่างชัดเจนหลังจากที่มีรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยปัจจัยทางด้าน Voice Accountability และ Political Stability ได้ปรับตัวดีขึ้นบ้างในช่วงปี พ.ศ. 2554-2555

แต่ในอนาคตมีทิศทางปรับตัวลดลงอีก Regulatory Quality, Rule of Law และ Control of Corruption ก็ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน

จากงานวิจัยของ Daniel Kaufmann และ Aart Kraay พบว่า หากประเทศมีระบบธรรมาภิบาลและระบบนิติรัฐที่เข้มแข็งจะทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนเพิ่มขึ้น 3 เท่าในระยะยาว และ จากการศึกษาข้อมูลแบบ Cross-Country พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างตัวแปรธรรมาภิบาล และ ดัชนีความก้าวหน้าของมนุษย์ (Human Development Index) และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนการศึกษาด้วยข้อมูลอนุกรมเวลาของไทยโดย ดร. วรรณกิตติ์ วรรณศิลป์ พบว่าความสัมพันธ์เป็นลบ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่ามีตัวแปรอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า หรือ ระดับพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนจึงมุ่งสร้างรายได้โดยละเลยต่อธรรมาภิบาล กฎหมาย ละเลยปัญหาด้านคุณภาพของสังคมและสิ่งแวดล้อม

กฎหมายนิรโทษกรรมตามการแก้ไขโดยกรรมาธิการเสียงข้างมากอาจส่งผลต่อตัวแปรทางด้านเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) คุณภาพของกฎระเบียบ (Regulatory Quality) นิติรัฐนิติธรรม (Rule of Law) และการจัดการควบคุมการคอร์รัปชัน (Control of Corruption) จึงอาจทำให้ดัชนีธรรมาภิบาลปรับตัวลดลงได้ และ สิ่งนี้จะส่งผลต่อการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

หากการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม บานปลาย ขยายวง และเกิดความรุนแรงด้วยเหตุใดก็ดี จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง โดยจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสสี่ติดลบ ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีต่ำกว่า 3.5% ผลกระทบจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงยิ่งขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยอำนาจนอกวิถีทางประชาธิปไตย ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนจะได้รับผลกระทบและปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสสี่ และ การท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญในช่วงไตรมาสสี่ปรับตัวลดลงอีกด้วย

หากการชุมนุมต่อต้านไม่มีความรุนแรง ไม่บานปลาย และ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับกรรมาธิการเสียงข้างมากผ่านมาบังคับใช้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่มีผลกระทบในระยะสั้นระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือเรื่องระบบนิติรัฐนิติธรรมและระบบธรรมาภิบาล สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ฉบับ นายวรชัย เหมะ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเนื่องจากมุ่งไปที่การช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีทางการเมือง ส่วนคดีอาญาและคดีทุจริตคอร์รัปชันจะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความปรองดองในระยะยาวและรักษาหลักนิติรัฐในขณะเดียวกัน และ สามารถลดความรุนแรงจากการชุมนุมประท้วงในขณะนี้ได้ ส่วนการล้มล้างผลพวงของการรัฐประหารและการพัฒนาประชาธิปไตยและระบบนิติรัฐนิติธรรมให้เข้มแข็งขึ้นควรมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม