จากต้นซอย, เข้ากลางซอย, ก็วิ่งเข้าสุดซอย... ถึงปลายซอยจึงรู้ว่าเป็นซอยตัน... แย่กว่านั้นคือซอยตันนั้นผิดซอยอีกด้วย
แม้ว่า รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จะ “ถอยกรูด” และ “วิกฤติศรัทธา” ต่อผู้ปกครองประเทศก็ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” แล้ว
ย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ “ลักหลับ” ตอนตีสี่ครึ่งของวันที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย ลงมติผ่านวาระ 2 และ วาระ 3 อย่างรวบรัดตัดความถึงเมื่อวานนี้ จะเห็นภาพของการกลับไปกลับมาของรัฐบาล และพรรคเสียงข้างมากในสภาอย่างน่าตื่นตา ตื่นใจ ยิ่ง
แรกเริ่ม คำอธิบายจากพรรคเพื่อไทย คือ การลักไก่ลงมติขณะที่คนไทยส่วนใหญ่หลับอยู่นั้น เป็นการ “แก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ”
ผู้คนถามว่า การใช้เสียงส่วนใหญ่เพื่อออกกฎหมาย ที่จะทำให้คนโกงกินและฉ้อฉลพ้นความผิดนั้น มิเป็นเรื่องที่ตบหน้าประชาชนอย่างรุนแรงหรือ
คนของพรรคและรัฐบาลบอกว่านี่คือการ “คืนความเป็นธรรม” ให้กับผู้เสียหายและถูกกลั่นแกล้ง
มิไยที่จะมีเสียงคัดค้านว่าการทำอย่างนี้เป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” แต่ พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ฟังเสียง มีความมั่นอกมั่นใจว่าเมื่อมีเสียงข้างมากเสียอย่าง จะทำอะไรก็ได้ทั้งสิ้น
เมื่อมีคนออกมาชุมนุมคัดค้าน คนของรัฐบาลก็หยามหยัน บอกว่ามีคนแค่ 7-8 พันคน ประท้วงได้ประท้วงไป พร้อมกับระดมตำรวจจำนวนมหาศาล จากหลายจังหวัดเข้ามาเพื่อสกัดไม่ให้ผู้คนเข้ามาร่วม
เมื่อแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านร่างกฎหมายนี้ เพราะไม่ต้องการให้ “ฆาตกร” ในกรณีการประท้วงครั้งก่อนๆ ได้รับนิรโทษกรรม คนของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่สนใจ ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของ “เพื่อนร่วมรบ” ในสงครามการเมืองมาหลายปี
วันต่อมา จำนวนผู้ประท้วงทุกจุดเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งประชาชนในอาชีพต่างๆ รวมตัวกันแสดงจุดยืนต่อต้าน พ.ร.บ. “ช่วยคนโกงกินบ้านเมืองให้พ้นผิด” อย่างต่อเนื่อง และชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หมอ ข้าราชการ ศาล นักธุรกิจสีลม อธิการบดีมหาวิทยาลัย รวมไปถึงศิลปินดาราและสมาคมวิชาชีพต่างๆ
เป็นการแสดงความเห็นคัดค้านร่างกฎหมาย ที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล จะคาดถึงได้
เมื่อเห็นคลื่นแห่งการต่อต้านหนักหน่วงขึ้นอย่างชัดเจน นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนอ่านแถลงการณ์หน้าทำเนียบรัฐบาล คนฟังแล้วบอกว่า “อย่างนี้เรียกแขก” ให้ผู้ประท้วงเพิ่มขึ้นแน่นอน ขณะที่คนใกล้ชิด นายกฯ โทรศัพท์ไปหานักข่าวทั้งหลายเพื่อชี้แจงว่าสื่ออย่าเข้าใจผิด คำแถลงของนายกฯ เป็นการถอยแล้ว
แปลว่า แค่สื่อสารเรื่องง่ายๆ ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็มีปัญหาแล้ว เพราะช่องว่างแห่งความเข้าใจและเชื่อใจ เริ่มจะถ่างออกไปมากขึ้นทุกที
อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ประธานวุฒิสภา พร้อมกับสมาชิกวุฒิสภา บางคนแถลงข่าวเหมือนกัน บอกว่าจะยับยั้งไม่ให้กฎหมายนี้ผ่าน เมื่อส่งไปถึงวุฒิสภา
เป็นการแสดงถึงการ “ถอย” เหมือนกัน แม้จะอ้างว่าไม่เกี่ยวกับที่ นายกฯ แถลงก่อนหน้านี้
ประเด็นที่สร้างความแปลกใจ ก็คือ ในฐานะประธานวุฒิสภา มีสิทธิหรือหน้าที่อะไรที่จะบอกว่าจะยับยั้งกฎหมายที่สภาล่างส่งขึ้นมา ในเมื่อมติเช่นนั้นต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสภา
แต่ก็เห็นได้ชัดถึงความร้อนรนของฝ่ายผู้มีอำนาจ ทั้งในรัฐบาลที่มีความกังวลกับปฏิกิริยาของประชาชน ที่ไม่ยอมรับร่างกฎหมายนี้
และอาจจะไม่จบเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรมก็ได้
วันต่อมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องแถลงรอบที่สองในสองวัน พร้อมกับ คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รัฐมนตรีมหาดไทย ว่า พร้อมจะถอนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม และ ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง 6 ฉบับ ออกจากวาระการประชุมสภา ตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้
ที่แปลกก็คือว่า นายกฯ เพิ่งบอกวันก่อนว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวกับกฎหมายนิรโทษกรรม ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติต่างคนต่างทำหน้าที่
แต่อีกวันหนึ่ง แถลงพร้อมกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า จะถอนร่างกฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวกับนิรโทษกรรมและปรองดอง ออกจากรัฐสภาตลอดสมัยที่เหลือของรัฐบาลเสียแล้ว
จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง พรรคเพื่อไทย ก็ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าหากสมาชิกวุฒิสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม พรรคก็จะไม่หยิบร่างนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่
เป็นการถอย 360 องศา ชั่วข้ามคืนอย่างน่าตื่นเต้นมาก
ที่ประหลาดไม่น้อยไปกว่านั้น ก็คือว่า เมื่อแถลงเช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ที่กำลังชุมนุมและประท้วงอยู่ในจุดต่างๆ ของประเทศ บอกว่า “ไม่สามารถจะเชื่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย” ได้อีกต่อไป
เพราะว่า ชาวบ้านถูก “สับขาหลอก” มาหลายครั้งหลายหนในกรณีเดียวกันนี้แล้ว
และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย คนหนึ่ง ก็ทะลุกลางปล้องออกมาว่าแผนลับจริงๆ ก็คือ การที่คณะรัฐมนตรี สามารถออกนิรโทษกรรม เป็น “พระราชกำหนด” ออกมาได้โดยไม่ต้องผ่านสภา
ให้มันได้อย่างนั้นซิ, จากนี้ไปจะได้ไม่ต้องเชื่อคำพูดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แม้แต่ประโยคเดียว
วันเดียวกันนั้นเอง อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกแถลงการณ์จากต่างประเทศ เริ่มต้นด้วยประโยคที่ตอกย้ำ “วิกฤติความน่าเชื่อถือ” เพิ่มเติมอีก
เพราะประโยคแรกของคุณทักษิณ บอกว่า
“ตามที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถูกทำให้เป็นประเด็นการเมืองใส่ร้ายตัวผม บิดเบือนว่าจะคืนเงินและล้างผิดให้คนคนเดียวทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ กระทำเพื่อให้ประเทศก้าวหน้าข้ามความขัดแย้งและคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อของการรัฐประหารปี 49…”
แค่อ่านคำปรารภก็จบข่าวแล้ว!






