ปรากฏการณ์ต่อต้านของผู้คนหลากหลายอาชีพ ต่อกฎหมาย นิรโทษคอร์รัปชัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นการยืนยันแล้วว่าคนไทยไม่ได้ “เฉย” กับเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ
บางคนอาจจะบอกว่าคนไทย “เฉื่อย” ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงในหลายกรณี แต่ที่มีเสียงบ่นกันก่อนหน้านี้คนไทย “เฉย” ต่อความเป็นไปของบ้านเมือง คงจะไม่เป็นจริงอีกต่อไป หลังจากพรรคเพื่อไทยทดสอบประเด็นนี้ ด้วยการรวบรัดตัดความผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “สุดซอย”
เพราะเขาคิดว่าเมื่อมีเสียงข้างมากในสภาแล้ว จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งจะทำสิ่งที่ “ผิด” ให้ “ถูก” ก็ได้
หากเป็นเรื่องประเด็นการเมืองว่าเห็นด้วยหรือไม่กับแนวทางบางอย่าง ชอบใครหรือไม่ชอบใครอย่างไร คนไทยอาจ “เฉย” แต่เมื่อถูกท้าทายด้วยการทำให้ “ความอยุติธรรมเป็นกฎหมาย” ใช้บังคับกับทุกคนโดยไม่แคร์ความรู้สึกของคนไทย ชาวประชาบ้านเมืองนี้ก็ลุกขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน ที่จะตะโกนด้วยเสียงอันดังและชัดเจนว่า “ไม่เอา”
ผู้มีอำนาจประเมินความรู้สึกของผู้ถูกปกครองต่ำเมื่อใด ก็จะต้องเผชิญกับการประท้วงที่กว้างขวางและเด่นชัดเมื่อนั้น
ต่อแต่นี้ไป การสะท้อนความรู้สึกของคนไทย ไม่จำเป็นต้องมี “แกนนำมวลชน” และไม่จำเป็นต้องมีการ “จัดตั้ง” ของนักการเมือง หรือนักเคลื่อนไหวการเมือง ที่เรียกว่า activists แต่สิ่งที่เราเห็นวันนี้ในกรณีต่อต้านคัดค้านนิรโทษกรรมคนโกงบ้านกินเมืองนั้น คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ และทุกชุมชน สามารถระดมความคิดและทำกิจกรรมการเมืองของตนเองโดยไม่ต้องมีใครชี้นำ
เพราะ “ความสำนึกร่วม” ในสังคมประชาธิปไตยของเสรีชน เกิดจากการได้เรียนรู้ร่วมกันว่า หากเราปล่อยให้ “เสียงข้างมาก” ที่อ้างผลการเลือกตั้งเท่านั้น เพื่อจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์เฉพาะตนและเฉพาะกลุ่ม กลุ่มคนที่เคยถูกเรียกว่า Silent Majority (เสียงส่วนใหญ่ที่เงียบงัน) ก็จะไม่เงียบ
คำว่า “พลังมวลชน” ในความหมายเก่า คือ การที่ต้องมี “แกนนำ” เป็นคนเรียกคนมาชุมนุม และ “ม็อบ” ก็จะทำกิจกรรมร่วมกับแกนนำกลุ่มนั้นๆ ภายใต้กรอบเดียวกัน
แต่โดยที่คาดไม่ถึงว่าจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ การกระทำที่ “ลุแก่อำนาจ” ของผู้มีอำนาจวันนี้ ได้ก่อให้เกิดการรวมตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ ด้วยตนเอง และกระจาย “การนำ” และ การ “ประสานมวลชน” ในรูปแบบของแต่ละกลุ่มอาชีพและชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องมารวมกันอยู่ที่จุดเดียวกัน เหมือนกับการแสดงออกถึงการคัดค้านอย่างแต่ก่อน ที่ผ่านมา
เพราะว่าการเรียกร้องของประชาชนต่อผู้ปกครองประเทศครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับ “สี” และไม่ใช่ประเด็นเรื่อง “ใครเป็นพวกใคร”
หากแต่เป็นการเห็นพ้องต้องกันของคนไทยในแวดวงต่างๆ ว่า เมื่อนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่อ้างเสียงข้างมาก กำลังจะพาประเทศชาติเข้าป่าเข้าพง สร้างความเสียหายให้กับมาตรฐานแห่งจริยธรรมอย่างใหญ่หลวง ผู้คนในสังคมไทยก็ตื่นจากภวังค์ และไม่เพียงแค่ “บ่น” กันเองระหว่างคนใกล้ชิดเท่านั้น หากแต่ยังตัดสินใจร่วมกันว่าจะต้องมีการ “แสดงออก” อย่างเปิดเผย เพื่อส่งสัญญาณไปให้ทั้งสังคมได้รับรู้ร่วมกัน
การจะอภัยโทษหรือนิรโทษให้กับการกระทำที่เป็นการเมือง อันมาจากความเห็นที่แตกต่าง ย่อมจะถกแถลงกันได้ว่าเหมาะควรหรือไม่ อย่างไร
แต่เมื่อนักการเมือง “ลักไก่” ใช้วิธีฉ้อฉลเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองที่คดโกงและปล้นประชาชน นั่นคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้คนไทยไม่อาจ “เฉย” ต่อไปได้อีกแล้ว
นี่คือ...จุดเริ่มต้นของความตื่นตัวของคนไทย ในมิติใหม่ ที่มองข้ามไม่ได้...อีกต่อไป









