ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ภายในช่วงเวลาเพียง 10 กว่าวัน ผู้นำระดับสูงสุดของจีนทั้งเบอร์หนึ่งและเบอร์สองได้ผลัดกันเดินทางมาเยือนหลายประเทศ
ในอาเซียน รวมทั้งไทย สะท้อนชัดเจนถึงการเดินเกมรุกปักธงเศรษฐกิจจีนในดินแดนอาเซียน
เริ่มจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนได้เดินทางไปเยือน 2 ประเทศในอาเซียน คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 2- 5 ตุลาคม ตามมาด้วยนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง เดินทางเยือน 3 ประเทศ คือ บรูไน ไทย และเวียดนามในระหว่างวันที่ 9 -15 ตุลาคม
ในบางประเทศอาเซียนที่ไปเยือน ผู้นำแดนมังกรได้แสดง “การทูตจีนลีลาใหม่” ได้อย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น นายกฯ หลี่เค่อเฉียงของจีนได้เขียนบทความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบางฉบับและการสร้าง “ตำนาน” ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาของอินโดนีเซีย เป็นต้น
ทางด้านเศรษฐกิจ ผู้นำจีนได้เน้นเกมรุกตั้งเป้าตัวเลขเพื่อขยายการค้าและการลงทุนทวิภาคีกับหลายประเทศที่ได้ไปเยี่ยมเยือน บทความวันนี้เราจึงจะมาเก็บตกและไล่เรียงดูว่า ผลการเยือนแต่ละประเทศอาเซียนของผู้นำจีนทั้งสองท่านมีประเด็นสำคัญอะไรบ้าง
เริ่มจากประเทศที่เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนในอาเซียนและเป็นประเทศที่บิ๊กบอสเบอร์หนึ่งจีนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตั้งใจเลือกที่จะเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการในระดับรัฐ (ไม่ใช่แค่การแวะมาประชุม) นั่นคือ มาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้ารวมจีน-มาเลเซียให้ถึงระดับ 160,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2017 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวจากมูลค่าการค้ารวม 94,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012
หากย้อนไปดูสถิติการค้าจีน-มาเลเซียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2002-2012) ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและขยายตัวต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยร้อยละ 15.7 ต่อปี ส่งผลให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย
ดิฉันเองเฝ้าติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนของมาเลเซียกับจีนด้วยสายตาร้อนผ่าว เพราะคู่นี้คือคู่ค้าตัวจริงค่ะ (ไม่ใช่แค่ราคาคุยเหมือนบางประเทศ) มาเลเซียทำได้อย่างไรในการผงาดขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับต้นของจีน และค้าขายสินค้าอะไรกับจีน รวมทั้งมาเลเซียเข้าไปลงทุนทำธุรกิจอะไรในจีนจนกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่บนแผ่นดินจีน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องน่าสนใจ เอาไว้จะนำมาเขียนเป็นบทความเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้ต่อไปค่ะ
ในการเยือนของผู้นำจีนครั้งนี้ จีน-มาเลเซียยังได้ลงนาม “ข้อตกลงกระชับความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระยะ 5 ปี” และการขยายการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำการค้าขายระหว่างกันตามข้อตกลง Swap Currency Agreement รวมทั้งการเพิ่มความร่วมมือในนิคมอุตสาหกรรมของกันและกัน ตลอดจนความร่วมมือในโครงการรถไฟ เป็นต้น
สำหรับอีกประเทศสำคัญที่ท่านสีจิ้นผิงเดินทางไปเยือนและเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ได้แก่ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจ GDP ใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในอาเซียน แม้ว่าตอนนี้ อินโดนีเซียเป็นเพียงคู่ค้าอันดับ 4 ของจีนในอาเซียน แต่มีอัตราขยายตัวด้านการค้ากับจีนอย่างรวดเร็ว จากมูลค่า 16,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2005 เพิ่มเป็น 66,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ที่ผ่านมา
ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียของผู้นำจีนครั้งนี้ได้มีการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับ เช่น ข้อตกลงการลงทุนเพื่อก่อสร้างระบบรถไฟรางเดี่ยวในกรุงจาการ์ตา และการทำข้อตกลง Swap Currency Agreement แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ในปี 2009 ธนาคารกลางของทั้งสองประเทศได้ทำสัญญา Swap เงินตรามูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านหยวน
หลังจากนั้นไม่กี่วันถัดมา ท่านบิ๊กบอสสำคัญอีกคนของจีน คือ นายกฯ หลี่เค่อเฉียงก็ได้เดินทางมาเยือนบรูไนเป็นประเทศแรกในอาเซียน แม้ว่าจะมิได้มีการตั้งเป้าตัวเลขขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน เนื่องจากบรูไนเป็นตลาดเล็กมากสำหรับจีน แต่ก็ได้ร่วมกันสนับสนุนความร่วมมือของภาคธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการขุดสำรวจและใช้ทรัพยากรน้ำมันและแก๊สธรรมชาติร่วมกัน มีการร่วมมือระหว่างบริษัท China National Offshore Oil Corporation ของจีนและบริษัท Brunei National Petroleum Company Sendirian Berhad ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติบรูไน เพื่อก่อตั้งบริษัทร่วมกัน และจะสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสองประเทศเพื่อพัฒนาทางทะเลร่วมกันด้วย
หลังจากนั้น นายกฯ หลี่เค่อเฉียงก็บินต่อมาเยือนประเทศไทย หากแต่ดิฉันจะไม่ขอกล่าวถึงผลการเยือนไทยของนายกฯ จีนในบทความนี้ เพราะมีบรรดาสื่อไทยกระหน่ำนำเสนอข่าวและบทวิเคราะห์ไปมากแล้ว จะขอข้ามไปเก็บตกดูผลการเยือนประเทศสุดท้ายในการทัวร์อาเซียนครั้งนี้ของผู้นำจีน คือ เวียดนาม ในระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม
ผลการเยือนเวียดนามของนายกฯ จีน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ มีการร่วมกันตั้งเป้าหมายขยายมูลค่าการค้าสองฝ่ายให้ถึง 60,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2015 โดยเพิ่มจากมูลค่า 41,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 พร้อมกับการลงนามในข้อตกลงด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกร่วม 12 ฉบับ ทั้งด้านการค้า โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และงานด้านทะเล เป็นต้น
มีข้อสังเกตว่า ในการเยือนประเทศอาเซียนครั้งนี้ ผู้นำจีนมุ่งเน้นประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงด้วยเช่นกัน เริ่มจากมาเลเซีย ทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ” และมุ่งเพิ่มความร่วมมือทางทหารให้มากขึ้น
ในส่วนของอินโดนีเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” กับจีนมาตั้งแต่ปี 2005 ในการเยือนของผู้นำจีนครั้งนี้ อินโดนีเซียได้เสนอตัวเป็น “คนกลาง” ระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนอื่นที่มีปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้ และผู้นำจีนก็ได้แสดงความยินดีกับเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมิได้มีข้อขัดแย้งใดๆ กับจีนในเรื่องเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้
ในกรณีของเวียดนาม ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ประเทศอาเซียนที่มีปัญหาทะเลจีนใต้กับจีน จนถึงขั้นที่ว่า รัฐบาลเวียดนามไม่ยอมใช้คำว่า “ทะเลจีนใต้” ในเอกสารราชการของเวียดนาม แต่จะหันมาใช้คำว่า “ทะเลตะวันออก” แทน เป็นที่น่ายินดีว่า ในการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีท่าทีประนีประนอมต่อกันมากขึ้น และผู้นำจีน-เวียดนามได้ตกลงจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะ” ชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อร่วมกันสำรวจน่านน้ำในทะเลจีนใต้ และร่วมมือกันในประเด็นอ่าวเป่ยปู้ (อ่าวตังเกี๋ย) โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ที่จะทำให้ข้อขัดแย้งบานปลาย รวมทั้งการใช้โทรศัพท์ “สายด่วน” ระหว่างรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของสองประเทศ หากจำเป็น ด้วยท่าทีผ่อนปรนลงเช่นนี้ คาดว่า จะช่วยทำให้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้สามารถลดความร้อนแรงลงไปได้บ้างนะคะ
ขอปิดท้ายด้วยเป้าหมายใหญ่ของผู้นำจีนในการเดินทัพเศรษฐกิจบุกอาเซียน ซึ่งได้ประกาศในระหว่างการประชุมผู้นำจีน-อาเซียนว่า “จะมีการยกระดับความตกลง China-ASEAN FTA ให้สูงขึ้น และตั้งเป้าให้มียอดการค้ารวมจีน-อาเซียนเพิ่มถึง 1,000,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2020” พร้อมกันนี้ผู้นำจีนยังได้หยอดยาหอมรับปากกับเพื่อนอาเซียนว่า “จีนจะนำเข้าสินค้าจากอาเซียนให้มีมูลค่าสูงถึง 3,000,000 ล้าน ดอลลาร์ในปี 2020 ด้วย”
การเดินเกมรุกของผู้นำจีนครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการตอกย้ำ “นโยบายรุกลงใต้” (Look South Policy) ของจีนที่ได้เริ่มขยับอย่างไม่โฉ่งฉ่างแต่ทำอย่างจริงจังมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีจูหรงจีของจีนได้เริ่มจีบชวนเพื่อนอาเซียนจัดทำความตกลงการค้าเสรี China-ASEAN FTA ตั้งแต่ปี 2000 และต่อมา พญามังกรจีนได้รุกคืบขยายบทบาทและอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอาเซียนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดินแดนอาเซียนมีความอุดมสมบูรณ์ของพลังงาน และมีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายชนิดที่จีนต้องการ รวมทั้งการมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จึงช่างหอมหวนเย้ายวนสำหรับจีน โดยในขณะนี้ จีนได้ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน และอาเซียน 10 ประเทศรวมกันก็ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน
ด้านการลงทุน ในการเดินทางมาทัวร์อาเซียนครั้งนี้ ผู้นำจีนได้ประกาศตั้งเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนในอาเซียนให้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020 ฟังดูก็น่าชื่นมื่นดีนะคะ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดิฉันอดจะกังวลไม่ได้ ก็คือ การเข้ามาอย่างก้าวกระโดดของนักธุรกิจทุนจีนในอาเซียน และพฤติกรรมของทุนจีนบางกลุ่มที่อาจจะคำนึงถึงผลประโยชน์เชิงธุรกิจมากเกินไป
สำหรับทิศทางในอนาคต เราคงจะได้เห็นอาแป๊ะ อาเจ๊ก อาเฮีย อาซ้อนักธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาปักหลักทำมาหากินในเมืองไทยและประเทศอาเซียนอื่นเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่อย่าลืมว่า เหรียญมีสองด้าน ที่สำคัญ ดิฉันไม่แน่ใจว่า บรรดาทุนท้องถิ่นในไทยทั้งหลาย ท่านได้เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการแข่งขันและกระแสไหลทะลักเข้ามาของทุนจีนเหล่านี้แล้วหรือยัง









