วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคมไทยฟ้องสังคมโลก นิรโทษคอร์รัปชันมีด้วยหรือ?

การต่อสู้ระหว่างนักการเมืองในรัฐสภา เป็นกระบวนการการต่อรอง และห้ำหั่นกันด้วยกลเม็ดเด็ดพรายของตน

แต่การเรียกร้องของคนไทย ในสังคมนอกเวทีการเมืองเรื่องเลือกตั้ง เป็นเสียงที่มีความสำคัญเกินกว่าที่รัฐบาลจะอ้างว่าเป็น “ฝ่ายตรงกันข้ามที่ต้องการล้มรัฐบาล”

หรืออ้างว่าเป็น “มือที่สาม” ที่ต้องการจะสร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมือง ก็คงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

กลุ่มประชาสังคมที่ออกมาแสดงจุดยืน ไม่รับกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะคนฉ้อฉลโกงกินบ้านเมืองจะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จากการ “เหมาเข่ง” นั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดๆ

แต่เป็นประชาชนทั่วไปที่มีความห่วงใยต่อบ้านเมือง และกำลังเห็นลางหายนะของสังคมไทย หากมีตัวอย่างชัดเจนว่าเมื่อนักการเมืองกลุ่มใดมีเสียงข้างมาก ก็จะสามารถออกกฎหมายล้างบาปให้กับคนของตนในทุกกรณี ทุกความผิดได้

ความผิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ฉ้อราษฎร์บังหลวง คอร์รัปชัน เป็นเรื่องร้ายแรงที่กำลังทำลายสังคมไทย

การกระทำในลักษณะ “อารยะขัดขืน” เพื่อแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองของตนที่แตกต่างไปจากคนอื่นนั้น พอจะเข้าข่ายการให้นิรโทษกรรมได้ เพราะเป็นหลักสากลของการสร้างความปรองดองแห่งชาติ

แต่การเผาบ้านเผาเมือง หรือจงใจก่อคดีอาญา โดยแอบอ้างว่าเป็นการ “ชุมนุมทางการเมือง” ย่อมจะเป็นอีกหนึ่งประเด็น

ที่ยอมให้มีการนิรโทษกรรมไม่ได้เลย คือ คอร์รัปชัน ฉ้อฉลโกงกินเงินภาษีประชาชน โดยการใช้ตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง หรือกระทำการที่เป็นการ “ทับซ้อนผลประโยชน์” ที่เรียกว่า conflict of interests ด้วยการใช้อำนาจของตน ก่อให้ตนหรือพวกตนได้ประโยชน์ ทำให้สังคมเสียหาย และสร้างค่านิยมอันตรายต่อเยาวชนของประเทศชาติ

การที่พรรครัฐบาลรวบรัดตัดความผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” ในสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนว่าจะยกเลิกคำพิพากษาของศาลต่อคดีคอร์รัปชันระดับสูงของชาติ และคดีต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นการตบหน้าประชาชนคนไทยอย่างแรง

เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า Power corrupts. Absolute power corrupts absolutely.

ใครมีอำนาจก็มีแนวโน้มที่จะโกงได้อยู่แล้ว แต่ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งจะโกงได้อย่างเด็ดขาด!

ความศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาของคนไทย จะสึกกร่อนอย่างหนักหน่วงทันที หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ เห็นว่าตัวแทนที่เขาเลือกเข้าไปบริหารประเทศ และให้อาณัติในการปกครองบ้านเมืองนั้น เมื่อมีอำนาจแล้วก็หลงเข้าใจผิด คิดว่าจะออกกฎหมายอะไรก็ได้ ด้วยการอ้างว่ามีมือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

การที่กลุ่มประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ องค์กรภาคธุรกิจการเงินและการลงทุน ต้องไปยื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น แสดงว่าคนไทยหมดความหวังว่าจะให้ผู้มีอำนาจของประเทศฟังเสียงทักท้วงนี้ได้แล้ว จึงต้องหันไปหาที่พึ่งในเวทีระหว่างประเทศ

ถือเป็นความล้มเหลวของระบบการเมืองไทย อย่างน่ารันทดอย่างยิ่ง

โบราณว่าแม้จิ้งจกทัก ยังต้องฟัง เพราะว่าอาจจะมีอะไรที่คนเรามองข้าม หรือมีเสียงแห่งความโลภและไร้สติมาครอบงำบางครั้ง

แต่วันนี้...สังคมไทย ลุกขึ้นมาทักท้วงด้วยเสียงอันดังและชัดเจน แสดงจุดยืนที่ไม่ยอมรับความชั่วร้ายของพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีอำนาจแล้ว หากว่ายังดันทุรังเดินหน้าต่อไป ก็ต้องจารึกเอาไว้ว่านักการเมืองคนไหนที่ผลักดันกฎหมายอัปยศฉบับนี้ ณ พ.ศ. นี้

เหตุร้ายวันโจรปล้นบ้านตอนตี 4 มีหลักฐานครบถ้วน!