วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สำนักเศรษฐศาสตร์เพื่อชาติ

ปัจจุบันโลกมี 2 สำนักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ๆ ก็คือ 1.สำนักเคนส์ เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน นโยบายการคลัง

เน้นให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชน

แนวคิดนี้เริ่มจากอังกฤษ และ แพร่เข้าไปยังอเมริกาในส่วนที่ติดกับมหาสมุทร จึงเรียกกลุ่มนี้ว่า เศรษฐศาสตร์ น้ำเค็ม

2.สำนักการเงินนิยม เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน นโยบายการเงิน และ ไม่เชื่อในนโยบายการคลัง โดยคิดว่ารัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมเศรษฐกิจน้อยที่สุด แนวคิดนี้เริ่มจากในอเมริกาด้านใน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชิคาโก เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ น้ำจืด

คงไม่ต้องถึงกับเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ น้ำกร่อย แต่ สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก ซึ่งแปลตรงๆ จากภาษาจีนได้ว่า เศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด ใช้แนวคิดของการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ที่หักล้างแนวคิดทฤษฎีการเงินและการคลังแบบเดิมๆ ประกอบไปด้วย การคลังไท้เก๊ก การเงินไท้เก๊ก ปริวรรตไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก น่าจะสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกในอนาคตได้

ข้อเสนอของผมก็คือ หากนำเรื่องนี้บรรจุเข้าไปในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย น่าจะเกิดผลดีต่อ 4 ฝ่ายดังนี้

1. นักศึกษา : นักศึกษาของไทยจะมีความรู้ระดับเหนือชั้นกว่านักศึกษามหาวิทยาลัย top 10 ของโลกกันเลย นี่ดูเหมือนเรื่องที่แม้แต่ฝันยังไม่กล้าจะฝันด้วยซ้ำ แต่ลองคิดดูสิว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นจะรู้จัก เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) บ้างไหมล่ะครับ?? หากนักศึกษาไทยถึงแม้เรียนรู้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เพียง 5 ส่วน แต่ก็ยังดีกว่านักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นศูนย์ นี่มิได้เรียกว่า เหนือชั้น กว่าหรอกหรือ ??

2. มหาวิทยาลัย : 3 ปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS พบว่า จุฬาฯ อันดับแย่ลงไปราว 100 อันดับตกไปอยู่อันดับที่ 239 ของโลก หากมหาวิทยาลัยไทยได้มีการสอนในวิชาที่แทบไม่มีที่ใดในโลกจัดการเรียนการสอนกัน แต่เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก นี่มิใช่เป็นการสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นหรอกหรือ ?? มหาวิทยาลัยที่มีสำนักเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่ติดอันดับ top 10 ทั้งสิ้นอย่าง ฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ พริ้นซ์ตัน หรือ ชิคาโก เผลอๆ มหาวิทยาลัยไทยอาจวิ่งดีขึ้นอย่างเร็วจนติดอันดับ top 100 ก็เป็นได้

3. ประเทศไทย : หากมองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษที่ผ่านมา เคยมีสักวันไหมที่ประเทศไทยจะก้าวล้ำนำหน้าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย 3 ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์

เมื่อดูด้านคมนาคม : ไทยอาจสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 สายเสร็จได้ใน 7 ปี ใช้เงินลงทุนถึง 8 แสนล้านบาท แต่นั่นก็เป็นการเดินตามหลังญี่ปุ่นถึง 55 ปี อย่างไรก็ดี ผมยังสนับสนุนให้สร้างอยู่ดี เพราะการรอไปอีก 45 ปีแล้วสร้างนั้น คนรุ่นลูกอาจไปบอกรุ่นหลานว่า ดีใจไหมที่ไทยมีรถไฟความเร็วสูงเสียที ลงทุนไปหลายล้านล้านบาท แถมเดินตามหลังญี่ปุ่นแค่ 100 ปีเอง

เมื่อดูด้านการสื่อสาร : การลงทุน 3G 4G อาจใช้เงินเป็นแสนล้านบาท แต่คงไม่ต้องเทียบกับญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เพราะไทยเรายังตามหลังประเทศลาวด้วยซ้ำไป

เมื่อดูด้านการศึกษา : คงไม่ต้องไปเทียบอะไรกับ 3 ประเทศนั้น ใช้งบกระทรวงศึกษาฯ ถึงปีละ 5 แสนล้านบาทแต่ไทยยังคงเหนื่อยกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนอยู่เลย

แต่สำหรับเรื่องนี้ หากมีการบรรจุ สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก เข้าไปในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์แล้วละ นี่จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะ 3 ประเทศนั้นไม่ได้มีสำนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศตนเองเลย ตอนนี้ก็ยังคงใช้แนวคิดของสำนักเคนส์ และ สำนักการเงินนิยม กันอยู่ ดังนั้น จึงอาจแปลได้ว่า ไทยได้เดินนำหน้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ ไปแล้วอย่างน้อยก็ 1 ก้าว โดยแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ น่าทึ่งไหมล่ะครับ ??

4. โลก : เนื่องจาก เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก เป็นความรู้ใหม่ของโลกซึ่งน่าจะนำไปใช้เพื่อปลดล็อก 4 กับดักเศรษฐกิจพิษร้ายแรงของโลกคือ กับดักเคนส์ กับดักเงินเฟ้อ กับดักยูโร และ กับดักประกันสังคม ได้ หากทำได้สำเร็จนี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ต่อโลกของเรา

ผมจึงขอเรียนเชิญท่านคณบดีเศรษฐศาสตร์ และท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยผู้มีวิสัยทัศน์ชั้นยอดมาร่วมกันสานฝันอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยและเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน ลองติดต่อเข้ามานะครับ [email protected]

สุดท้ายผมขอฝากคำพูดอมตะของ สตีฟ จ็อบส์ไว้ตรงนี้ กลุ่มคนที่บ้าพอจะเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ คือพวกที่จะทำได้จริง