วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุติความขัดแย้ง ยุติร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

ถึงตอนนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญหลากหลายตัวแปร เพราะเมื่อพิจารณาดัชนีเศรษฐกิจ จากเครื่องยนต์ทั้ง 4 เครื่อง

ส่งออก การบริโภค ภาครัฐและการลงทุน ต่างดับกันทั่วหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากตัวแปรทั้งนอกประเทศและในประเทศ และแค่ตัวแปรเฉพาะเศรษฐกิจ ก็มากพอที่จะทำให้ประเทศแย่ลงไปพอสมควรแล้ว แต่วันนี้ประเทศชาติต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมือง ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทำร้ายประเทศชาติตัวเอง เนื่องจากว่าหากเรายังดันทุรังร่างกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป ก็เท่ากับนำประเทศสู่หุบเหวแห่งหายนะ ความขัดแย้งคนในชาติจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรมของชาติอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งไม่ต้องพูดถึงความเสมอภาคของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นแม้จะผ่านสภาผู้แทนไปแล้ว เส้นทางยุติยังสามารถดำเนินการได้ ทั้งโดยรัฐบาลเองและวุฒิสภา ซึ่งเราเห็นควรจะหาทางยุติ ยับยั้ง โดยเร็วก่อนที่จะไม่มีโอกาสให้ดำเนินการ

ผลการสำรวจของสองโพลล์ชั้นนำ ดุสิตโพลและเอแบคโพลล์ประชาชนต่างห่วงใย วิตกว่าหากรัฐบาลยังเดินหน้าร่างกฎหมายนิรโทษกรรม จะยิ่งสร้างความขัดแย้ง เริ่มจากสวนดุสิตโพล ผลสำรวจออกมาว่า เรื่องที่ประชาชน “หนักใจ” เกี่ยวกับ “การเมืองไทย” ณ วันนี้ มากที่สุดอันดับหนึ่ง 54.25% คือการชุมนุมประท้วงกรณีกฎหมายนิรโทษกรรม และสาเหตุที่หนักใจ กลายเป็นประเด็นยืดเยื้อที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ก่อให้เกิดสถานการณ์บานปลายและคาดว่าจะรุนแรงมากขึ้น คนในสังคมเกิดการแตกแยก ออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมาก กลัวว่าจะเกิดการปะทะกันพร้อมทั้งเสนอวิธีการแก้ไขบอกว่าควรชุมนุมประท้วงอย่างสันติ อยู่ภายใต้กฎหมาย ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล นำอดีตที่ผ่านมาใช้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหา

ขณะที่เอแบคโพลล์ผลสำรวจออกมาว่า ส่วนใหญ่หรือ 89.4% คิดว่าขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น และกลุ่มตัวอย่างส่วนมากหรือ 80.3% รู้สึกผิดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อสถานการณ์ในขณะนี้ เพราะคิดว่ารัฐบาลทำเพื่อพวกพ้องของตนเองมากกว่าทำเพื่อประชาชนโดยส่วนร่วม และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อสอบถามถึงบทบาทของรัฐบาลในขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ 79.9% ระบุว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างความขัดแย้งเสียเอง

เราเห็นว่าผลการสำรวจความคิดเห็น มุมมองของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรตระหนัก และที่สำคัญนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องแสดงบทบาท"ผู้

นำ"ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะนี้คือสถานการณ์ท่ามกลางความขัดแย้ง ที่กำลังชี้ชะตาประเทศชาติว่าจะเดินไปทางไหน หากตัดสินใจพลาดเพียงเพราะเห็นแค่ออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือพรรคพวก พี่น้อง เท่ากับนำพาประเทศไปสู่จุดแห่งความเสี่ยง พัฒนาการที่หวังจะสร้างความแข็งแกร่ง แข่งขันกับนานาประเทศโดยเฉพาะหลังเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ก็จะพังทลายพร้อมกันไปด้วย

เราเห็นว่าการยุติความขัดแย้ง ทำได้โดยการยุติร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่อไม่ให้บรรยากาศของประเทศย่ำแย่ไปกว่าที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพราะเมื่อสอบถามมุมมองของต่างชาติที่สาดส่องสายตาเข้ามาด้วยความห่วงใยและวิตก โดยเฉพาะกลัวว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากความไม่สงบที่เคยเกิดขึ้นทั้งการปิดถนน เผาห้างสรรพสินค้า รวมถึงการปิดสนามบินมาก่อนหน้านี้ จนอาจบานปลายถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของชาวต่างชาติในไทย

ดังนั้นปัญหาการเมืองของไทยวันนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ทั้งคนในชาติและต่างชาติโดยตรง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นประเทศที่น่าลงทุนโดยรวม แต่หากต้องเจอบรรยากาศเช่นนี้ ก็ยากที่จะมีนักธุรกิจกล้าทุ่มทุนของเข้าทำธุรกิจ ยิ่งเมื่อเห็นและพบว่ามีอีกหลายกลุ่มจะเปิดการชุมนุมอีกหลายจุดตลอดสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรี จึงได้เวลาแสดงความเป็นผู้นำอย่างแท้จริงแล้ว เพราะนี้คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดในขณะนี้