วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โหวตอัปยศยามวิกาล

ใครที่ไม่เชื่อความหมายของ “ทรราชของเสียงข้างมาก” (Tyranny of the Majority) คงได้ประจักษ์

จากกรณีการรวบรัดตัดความ บังคับให้ลงมติผ่านวาระ 2 และวาระ 3 ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “เหมาเข่ง” ตอนตีสี่ครึ่ง ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

เป็นการแสดงถึงการขาดความสำนึกของนักการเมือง ที่คิดว่ามีเสียงส่วนใหญ่แล้วจะทำอะไรผิดทำนองคลองธรรมก็ได้ จะ “หักดิบ” เพื่อจะผ่านกฎหมายที่ตนเองต้องการโดยไม่ฟังเสียงค้านที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศก็ได้

คำว่า “ลุแก่อำนาจ” อาจจะเบาไปด้วยซ้ำ สำหรับกรณีที่กฎหมายฉบับนี้ จะสามารถลบล้างความผิดของคนทั้งหลาย ที่สมควรจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในหลายๆ กรณี ที่มีผู้คนล้มตายในระหว่างการประท้วงทางการเมือง

ที่อัปยศเหลือเชื่อ คือ การที่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้คนโกงกินบ้านเมืองหลุดข้อหาทั้งหลายทั้งปวงไปด้วย

อย่างนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อระงับความขัดแย้งของสังคม

ตรงกันข้าม นี่คือ จุดเริ่มต้นของการกระพือความขัดแย้งให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นอีกรอบหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ฝรั่งคนหนึ่งใช้คำว่า Meltdown สำหรับประเทศ

นั่นคือ การ “พังพินาศ” ของสังคมไทย ที่จะต้องเผชิญหน้ากันอีกรอบหนึ่ง และความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมีสูงกว่าที่ใครๆ จะคาดถึงได้

การที่ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาไม่เปิดให้มีการอภิปรายมาตรา 3 ของร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวางทั้งๆ ที่เป็นหัวใจของความขัดแย้ง และใช้มือที่มีมากกว่า บังคับให้มีการลงมติผ่านทั้งวาระ 2 และ วาระ 3 ระหว่างเวลาตีสามกับตีสี่ครึ่ง เช่นนั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่มองว่า นี่คือ “เผด็จการรัฐสภา” อย่างชัดเจน ตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เมื่อมีการนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” เช่นนี้ ก็ย่อมแปลว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร กำลังทำลายกระบวนการยุติธรรม เพราะเราจะไม่มีทางได้รู้ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูกใครสั่งการใคร และใครเป็นคนก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

ซึ่งก็แปลว่า ต่อจากนี้ไปใครต่อใครก็จะสร้างความรุนแรงได้ เพราะมีตัวอย่างแล้วว่าแม้กระทำผิดอย่างโจ่งแจ้ง เด่นชัด แต่หากมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็สามารถจะยกความผิดของตนหรือพวกตนได้

นี่คือ การสร้างมาตรฐานแห่งความเสื่อมทรามของสังคม และจะนำไปสู่ความเป็น “รัฐล้มเหลว” (failed state) ในสายตาประชาคมโลก

ในเมื่อ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนยันว่า จะไม่ขอรับนิรโทษกรรม ต้องการจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อทำความจริงให้ประจักษ์ และหากศาลตัดสินลงโทษหนักหน่วงเพียงใด ก็พร้อมจะรับ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องมีกฎหมาย “เหมาเข่ง” ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อทั้งสองคนนี้

มีเหตุผลเดียวที่จะเกิดปรากฏการณ์เหมาเข่งเช่นนี้...นั่นคือ ให้คุณทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์เต็มๆ เท่านั้น

แม้ว่าคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ยังต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ เพราะเท่ากับเป็นการปล่อยคนที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกร” ที่ต้องรับผิดชอบกรณี 91 ศพไปด้วย

เมื่อปฏิบัติการ “ทะลุซอย” เกิดขึ้นแล้วเช่นนี้ ผู้รับผิดชอบ คือ ทุกชื่อที่ลงคะแนนเสียงในยามวิกาลเมื่อวาน

ท่านทั้งหลาย จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้น ความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองหนักหนาสาหัสเพียงใด ยังไม่มีใครกล้าประเมิน ณ จุดนี้