ใครที่ไม่เชื่อความหมายของ ทรราชของเสียงข้างมาก (Tyranny of the Majority) คงได้ประจักษ์
จากกรณีการรวบรัดตัดความ บังคับให้ลงมติผ่านวาระ 2 และวาระ 3 ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “เหมาเข่ง” ตอนตีสี่ครึ่ง ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
เป็นการแสดงถึงการขาดความสำนึกของนักการเมือง ที่คิดว่ามีเสียงส่วนใหญ่แล้วจะทำอะไรผิดทำนองคลองธรรมก็ได้ จะ “หักดิบ” เพื่อจะผ่านกฎหมายที่ตนเองต้องการโดยไม่ฟังเสียงค้านที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศก็ได้
คำว่า “ลุแก่อำนาจ” อาจจะเบาไปด้วยซ้ำ สำหรับกรณีที่กฎหมายฉบับนี้ จะสามารถลบล้างความผิดของคนทั้งหลาย ที่สมควรจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในหลายๆ กรณี ที่มีผู้คนล้มตายในระหว่างการประท้วงทางการเมือง
ที่อัปยศเหลือเชื่อ คือ การที่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้คนโกงกินบ้านเมืองหลุดข้อหาทั้งหลายทั้งปวงไปด้วย
อย่างนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อระงับความขัดแย้งของสังคม
ตรงกันข้าม นี่คือ จุดเริ่มต้นของการกระพือความขัดแย้งให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นอีกรอบหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ฝรั่งคนหนึ่งใช้คำว่า Meltdown สำหรับประเทศ
นั่นคือ การ “พังพินาศ” ของสังคมไทย ที่จะต้องเผชิญหน้ากันอีกรอบหนึ่ง และความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมีสูงกว่าที่ใครๆ จะคาดถึงได้
การที่ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาไม่เปิดให้มีการอภิปรายมาตรา 3 ของร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวางทั้งๆ ที่เป็นหัวใจของความขัดแย้ง และใช้มือที่มีมากกว่า บังคับให้มีการลงมติผ่านทั้งวาระ 2 และ วาระ 3 ระหว่างเวลาตีสามกับตีสี่ครึ่ง เช่นนั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่มองว่า นี่คือ “เผด็จการรัฐสภา” อย่างชัดเจน ตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
เมื่อมีการนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” เช่นนี้ ก็ย่อมแปลว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร กำลังทำลายกระบวนการยุติธรรม เพราะเราจะไม่มีทางได้รู้ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูกใครสั่งการใคร และใครเป็นคนก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
ซึ่งก็แปลว่า ต่อจากนี้ไปใครต่อใครก็จะสร้างความรุนแรงได้ เพราะมีตัวอย่างแล้วว่าแม้กระทำผิดอย่างโจ่งแจ้ง เด่นชัด แต่หากมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็สามารถจะยกความผิดของตนหรือพวกตนได้
นี่คือ การสร้างมาตรฐานแห่งความเสื่อมทรามของสังคม และจะนำไปสู่ความเป็น “รัฐล้มเหลว” (failed state) ในสายตาประชาคมโลก
ในเมื่อ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนยันว่า จะไม่ขอรับนิรโทษกรรม ต้องการจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อทำความจริงให้ประจักษ์ และหากศาลตัดสินลงโทษหนักหน่วงเพียงใด ก็พร้อมจะรับ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องมีกฎหมาย “เหมาเข่ง” ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อทั้งสองคนนี้
มีเหตุผลเดียวที่จะเกิดปรากฏการณ์เหมาเข่งเช่นนี้...นั่นคือ ให้คุณทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์เต็มๆ เท่านั้น
แม้ว่าคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ยังต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ เพราะเท่ากับเป็นการปล่อยคนที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกร” ที่ต้องรับผิดชอบกรณี 91 ศพไปด้วย
เมื่อปฏิบัติการ “ทะลุซอย” เกิดขึ้นแล้วเช่นนี้ ผู้รับผิดชอบ คือ ทุกชื่อที่ลงคะแนนเสียงในยามวิกาลเมื่อวาน
ท่านทั้งหลาย จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้น ความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองหนักหนาสาหัสเพียงใด ยังไม่มีใครกล้าประเมิน ณ จุดนี้






